ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นวันที่ 1 ธันวาคม 2560

ข่าวเด่นวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2560

  1. กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าประกาศขายหุ้น Sabeco

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้ประกาศขายหุ้น Sabeco บริษัทเบียร์ชั้นนำของเวียดนามที่รู้จักกันดีในนามเบียร์ Saigon ซึ่งครอบครองตลาดเบียร์ในประเทศเวียดนามกว่าร้อยละ 41 โดยวิธีการประมูลราคาจำนวน 343,662,587 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 53.59 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยในจำนวนนั้น นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อหุ้นได้มากที่สุดร้อยละ 38.59 ตามข้อกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการรัฐวิสาหกิจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติได้ถือหุ้นในบริษัท Sabeco แล้ว ร้อยละ 10.41 ซึ่งจากการคาดการณ์แล้ว หากขายหุ้นได้ทั้งหมด รัฐบาลจะได้เงินเข้างบประมาณกว่า 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากรายงานของบริษัท Euromonitor บริษัทวิเคราะห์การตลาดชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน ตลาดอุตสาหกรรมเบียร์ในเวียดนามกำลังได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในนครโฮจิมินห์ที่มีร้านเบียร์หลากหลายชนิดเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก บริษัทเบียร์หลายแห่งให้ความสนใจในการเปิดขายหุ้นครั้งนี้ โดยเฉพาะบริษัท Heineken ที่ปัจจุบันครองส่วนแบ่งทางการตลาดเบียร์ประเทศเวียดนามอยู่ร้อยละ 25 เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศและครองสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท Sabeco ร้อยละ 5 ที่ประกาศเจตนารมย์ชัดเจนในการซื้อหุ้นรอบนี้ นอกจากนั้น ยังมีบริษัทที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อาทิ บริษัท AbInbev บริษัท Asahi บริษัท Kirin บริษัท Thai Beverage บริษัท Singha และบริษัทอื่นๆ ให้ความสนใจในการซื้อหุ้นมาโดยตลอดก็จะเข้าร่วมประมูลการซื้อหุ้นในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การตลาดบางส่วนมองว่ามี 2 ปัจจัยที่ทำให้การขายหุ้น Sabeco ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้แข่งขันด้านราคาได้มากนัก เนื่องจาก (1) ราคาหุ้นของบริษัท Sabeco ในตลาดหุ้นนครโฮจิมินห์มีราคาสูงถึง 339,000 ด่ง/หุ้น และ (2) ค่า P/E (Prices to Earnings Ration) สูงถึง 50 เท่า ในขณะที่เบียร์ต่างประเทศยี่ห้ออื่นๆ อย่าง เบียร์ Asahi มีค่า P/E สูง 16 เท่า เบียร์สิงห์ 20 เท่า และเบียร์ Carlsberg 21 เท่า โดยค่า P/E มาตรฐานของตลาดอุตสาหกรรมเบียร์อยู่ที่ 16-18 เท่าเท่านั้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ Tuoi Tre วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 7

 

  1. กระแสการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติในนครโฮจิมินห์

ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา นครโฮจิมินห์สามารถดึงดูดโครงการลงทุนจากต่างชาติได้กว่า 5.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 17.2 ของทั้งประเทศ โดยในจำนวนนั้นร้อยละ 32.9 เป็นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นประเภทการลงทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุดลำดับที่ 2 ด้วย

แนวโน้มการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในนครโฮจิมินห์ของนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก อาทิ โครงการสร้างคอนโดมิเนียมในบริเวณ Thu Thiem Urban Area ของนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ มูลค่าการลงทุนกว่า 885 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการ Mizuki Park ที่ร่วมลงทุนโดยบริษัท Nishi Nippon และบริษัท Hankyu สัญชาติญี่ปุ่น กับบริษัท Nam Long สัญชาติเวียดนาม มูลค่าการลงทุนกว่า 351 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พื้นที่ 26 เฮกตาร์ บริเวณเขต Binh Chanh นอกจากนั้น บริเวณจังหวัดโดยรอบนครโฮจิมินห์ อาทิ จังหวัดด่งนายและจังหวัดลองอานยังสามารถดึงดูดโครงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรมจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะ นักลงทุนชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ ได้เป็นจำนวนมาก

ดร. Su Ngoc Khuong ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมการลงทุนของบริษัท Savills Vietnam บริษัทวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเวียดนามให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสการลงทุนดังกล่าวว่า การลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในเวียดนามโดยเฉพาะในนครโฮจิมินห์และจังหวัดโดยรอบจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในปี 2560 – 2561 เนื่องจากการเติบโตของชนชั้นกลาง ความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และการเก็งกำไรของนักลงทุน นอกจากนั้น การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และสำนักงานยังได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากความต้องการของบริษัทต่างประเทศที่ต้องการเช่าที่/ห้อง ในการประกอบกิจการในนครโฮจิมินห์เพิ่มมากขึ้นและสามารถทำกำไรได้ร้อยละ 7 – 8 ต่อปี

ที่มา นิตยสาร Doanh Nhan Saigon เล่มที่ 467 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 – 5 ธันวาคม 2560 หน้า 14

 

  1. จังหวัดบิ่นห์เยืองดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ

นาย Nguyen Thanh Truc ผู้อำนวยการสำนักงานการวางแผนและการลงทุนจังหวัดบิ่นห์เยืองเปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2560 จังหวัดบิ่นห์เยืองสามารถดึงดูดโครงการลงทุนได้ถึง 178 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการเพิ่มทุนในโครงการเดิมกว่า 111 โครงการ มูลค่ารวม 965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการซื้อขายหุ้นมูลค่า 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 127 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 คิดเป็นลำดับที่ 5 ของประเทศในปีนี้

นาย Truc กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้จังหวัดสามารถดึงดูดโครงการลงทุนได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นเพราะจังหวัดได้เริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายการดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนวางแผนดึงดูดโครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในโครงการอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือ อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมการบริการ เมื่อนับถึงปัจจุบัน จังหวัดมีโครงการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 28.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศตามหลังนครโฮจิมินห์ที่มีโครงการลงทุนรวมกว่า 43.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนชาวไต้หวันเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของจังหวัด ด้วย 772 โครงการลงทุน มูลค่ารวมกว่า 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวมีความสำคัญน้อยลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐเริ่มคำนึงถึงคุณภาพของโครงการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารแห่งชาติได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบัน ภาคการส่งออกของเวียดนามกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้า แต่การเพิ่มมูลค่าสินค้าภายในประเทศยังไม่สามารถทำได้มาก ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จะนำสินค้าที่ผลิตได้ในเวียดนามไปเพิ่มมูลค่าในประเทศอื่นๆ มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดบิ่นห์เยืองจึงได้เริ่มดำเนินนโยบายสร้างเมือง Smart City ตามโมเดลของเนเธอร์แลนด์และนโยบายส่งเสริมการดึงดูดโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่จะช่วยให้ภาพรวมของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ The Saigon Times วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 1

 

  1. การส่งเงินกลับจากต่างประเทศมายังนครโฮจิมินห์ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2560

ธนาคารแห่งชาติเวียดนามสาขานครโฮจิมินห์ได้รายงานว่า การส่งเงินจากต่างประเทศกลับมานครโฮจิมินห์ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2560 มีมูลค่ากว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 โดยในจำนวนนั้นร้อยละ 60 เป็นการส่งเงินกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และร้อยละ 19 เป็นการส่งเงินกลับมาจากยุโรป และคาดว่าทั้งปี 2560 จะมีมูลค่ากว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยเฉลี่ยแล้ว การส่งเงินกลับประเทศในแต่ละเดือนจะมีมูลค่ากว่า 375 – 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ มากกว่าการเก็บออมและใช้จ่ายด้าน อื่นๆ เช่นซื้อที่ดินหรือซื้อหุ้นดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต นอกจากนั้น ปัจจัยที่ส่งผลให้การส่งเงินกลับประเทศเวียดนามมีจำนวนเพิ่มเป็นอย่างมากเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็งและความมั่นคงของ Forex Rate ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินไม่ผันผวน ซึ่งปัจจุบัน (29/11/2560) อัตราการแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์-ด่ง อยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 22,690 – 22,760 ด่ง

ที่มา นิตยาสาร Doanh Nhan Saigon เล่มที่ 467 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 – 5 ธันวาคม 25 หน้า 6

 

  1. นโยบายการพัฒนานครโฮจิมินห์ตามรูปแบบ Smart Urban

นาย Tran Vinh Tuyen รองประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ ได้เปิดตัวโครงการพัฒนานครตามรูปแบบ Smart Urban โดยจะเป็นการพัฒนาเทคโนโนโลยีสารสนเทศและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในนครโฮจิมินห์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่หนึ่งระหว่างปี 2560 – 2563 ระยะที่สองระหว่างปี 2563 – 2568 และระยะที่สามภายหลังปี 2568 โดยจะเริ่มพัฒนาเขต 1 และเขต 12 ของนครโฮจิมินห์เป็นเขตแรก และขยายออกไปยังเขตอื่นๆ ในอนาคต

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว นครโฮจิมินห์จะร่วมมือกับบริษัท Vietnam Posts and Telecommunication Group (VNPT) ในการพัฒนา Technology Solution ในด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและนักลงทุนในนครเพิ่มมากขึ้น และให้คำปรึกษาในการพัฒนารูปแบบ Smart Urban กับสำนักงานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์

นาย Tuyen ได้ยกตัวอย่างข้อดีของการพัฒนานครตามรูปแบบดังกล่าว เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้าจะสามารถใช้ข้อมูลเทคโนโลยีต่างๆ ในการบริหารจัดการคุณภาพอาหารและตรวจสอบที่มาของอาหารได้ง่าย เพื่อรับประกันสุขอนามัยของผู้บริโภค

ที่มา หนังสือพิมพ์ The Saigon Times วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 หน้า 3