ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นวันที่ 21 – 22 สิงหาคม 2560

1. การอนุมัติ FDI ครึ่งปีแรกในบินห์เยืองทะลุเป้าหมายของแผนการประจำปี 2560

นาย Nguyen Thanh Truc ผู้อำนวยการสำนักงานการวางแผนและการลงทุนจังหวัดบินห์เยืองรายงานว่า ในช่วงครึ่งปีแรก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ผ่านการอนุมัติแล้วในจังหวัดบินห์เยือง มีมูลค่า1.726 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ของปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 51 เมื่อเทียบกับปี 2559 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากแผนการประจำปี 2560 โดยแบ่งเป็นโครงการลงทุนใหม่ 97 โครงการ มูลค่า   1.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มเงินลงทุนในโครงการเดิม 62 โครงการมูลค่า 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน จังหวัดบินห์เยืองมีโครงการ FDI กว่า 2,500 โครงการ โดยมีทุนจดทะเบียนมากกว่า 27,000 ล้านดอลลาห์สหรัฐ นับเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากนครโฮจิมินห์

นาย Truc กล่าวเสริมว่า จังหวัดได้พยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้ดีขึ้น เพื่อสามารถบรรลุการเติบโตที่มั่งคง และนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากแสดงความสนใจในอุตสาหกรรมการลงทุนบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมสารเคมี และ อุตสาหกรรมสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(e-commerce)

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 นักลงทุนชาวเกาหลีใต้เป็นนักลงทุนที่มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดบินห์เยืองมากที่สุด โดยเป็นการลงทุนในโครงการใหม่ 16 โครงการ และเพิ่มเงินลงทุนในโครงการเดิม 17 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 306 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ นักลงทุนชาวเกาหลีใต้เป็นนักลงทุนที่ลงทุนสูงเป็นอันดับ 3 ของจังหวัด มีโครงการลงทุนรวมจำนวน 619 โครงการ มูลค่ารวม 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา สำนักข่าว Cafef Vietnam วันที่ 18 สิงหาคม 2560

URL ; http://cafef.vn/han-quoc-dau-tu-27-ty-usd-vao-binh-duong-2017081617115221.chn

 

2. นครโฮจิมินห์แม้ว่าจะหาเงินเข้ารัฐได้มากขึ้น แต่การเจริญเติบโตยังมีอย่างจำกัด

นาย Nguyen Thien Nhan เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นครโฮจิมินห์ กล่าวในที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์นครโฮจิมินห์ว่า ในปัจจุบัน นครโฮจิมินห์ได้จัดส่งรายได้เข้าภาครัฐมากเกินควร ในขณะที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีน้อยกว่าที่ควร ทำให้มีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ นครโฮจิมินห์อย่างมั่นคงในอนาคต

ในช่วงระหว่างปี 2539 – 2559 สภาพเศรษฐกิจของนครโฮจิมินห์เติบโตขึ้น 21.3 เท่า ในขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศเติบโตเพียง 16.6 เท่า โดยพื้นที่ 1 ตารางเมตรกิโลเมตรของนครโฮจิมินห์สามารถจัดส่งรายได้เข้ารัฐได้กว่า 146 พันล้านด่ง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศสามารถทำได้เพียง 3.3 พันล้านด่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ในปัจจุบัน นครโฮจิมินห์กำลังเผชิญกับข้อท้าทายด้านเศรษฐกิจ-สังคม โดยได้รับเงินงบประมาณประจำปีคืนกลับมาจากรัฐบาลส่วนกลางลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยในปี 2546 นครโฮจิมินห์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกลับคืนร้อยละ 33 แต่ในช่วงระหว่างปี 2560 – 2564 ลดลงเหลือเพียงแค่ร้อยละ 18 เท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 4.8 ของงบประมาณที่จัดสรรทั้งประเทศ

ในปี 2560 นครโฮจิมินห์ได้จัดส่งรายได้เข้าภาครัฐมูลค่า 287.512 พันล้านด่ง เพิ่มขึ้นถึง 53,546 พันล้านด่ง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีกลับคืนมาเพียง 63,270 พันล้านด่ง ลดลง จากปี 2559 ถึง 6,698 พันล้านด่ง

นอกจากนั้น ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าปัญหาการคมนาคมในนครโฮจิมินห์กำลังเป็นข้อท้าทายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของนครโฮจิมินห์ในปัจจุบัน โดยมีพื้นที่ถนนเฉลี่ย 1.98 กิโลเมตรต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ค่ามาตรฐานควรอยู่ที่ 10 – 13.3 กิโลเมตรต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร

ทั้งนี้ ก่อนหน้าการประชุม นาย Nguyen Thanh Phong ประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินท์ เคยกล่าวว่า แม้ว่ากรมการเมืองจะออกกฎหมายมาตรา 16 โดยเพิ่มการสนับสนุนทางด้านงบประมาณให้กับ นครโฮจิมินห์เพิ่มมากขึ้น แต่มาตราดังกล่าวยังไม่ได้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการลดงบประมาณประจำปีเหลือร้อยละ 18 ทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้น แม้ว่ารัฐบาลเคยประกาศสนับสนุนนโยบายพิเศษสำหรับการบริหารจัดการ      นครโฮจิมินห์ แต่ก็ประกาศเห็นชอบโดยหลักการเท่านั้น ยังไม่ได้บังคับใช้เช่นกัน

ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ข้อท้าทายของนครโฮจิมินห์ในปัจจุบันยังมีอยู่มาก ได้แก่ (1) การชะลอตัวของ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการส่งออก โดยในปี 2543 สินค้าส่งออกของนครโฮจิมินห์คิดเป็น ร้อยละ 56.3 แต่ในปี 2559 กลับเหลือเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น (2) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะของน้ำเค็มและพื้นที่ทรุดตัวลงโดยเฉลี่ย 0.5 – 1 ซม./ปี (3) อัตราประชากรที่ติดยาเสพติดมีมากที่สุดในประเทศและมีผู้ติดเชื้อ HIV ถึงร้อยละ 16 ของทั้งประเทศ และ (4) อัตราการเพิ่มของประชากรน้อยที่สุดในประเทศ โดยเฉลี่ย 1.24 คน ต่อ 1 คู่แต่งงานเท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ที่มา หนังสือพิมพ์ Tuoi Tre วันที่ 19 สิงหาคม 2560

URL: http://tuoitre.vn/tin/chinh-tri-xa-hoi/20170819/lam-cang-nhieu-ti-le-giu-lai-it-tphcm-khong-dam-bao-phat-trien/1371562.html

 

3. บริษัท Redsun ITI เปิดตัวโรงงานกิมจิแห่งแรกในนครโฮจิมินห์

บริษัท Redsun International Trading Investing Corporation (Redsun ITI) ได้เปิดตัวโรงงานผลิตกิมจิ ในนครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยเป็นโรงงานผลิตกิมจิแห่งแรก และมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม

โรงงานดังกล่าวมีพื้นที่ทั้งหมดรวม 10,200 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม Hiep Phuoc มูลค่าการลงทุนรวม 250,000 ล้านด่ง (ประมาณ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยนำเข้ามาจากประเทศเกาหลีใต้ และคาดว่าจะสามารถผลิตกิมจิและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ประมาณ 15,000 ตัน ต่อปี

ตัวแทนบริษัท Redsun ITI กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตกิมจิที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ซึ่งสามารถผลิตกิมจิมากกว่า 5,800 ตัน เนื้อสัตว์แปรรูป 2,800 ตัน และซอส 2,500 ตัน ต่อปี โดยจะกระจายสินค้าไปยังร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วประเทศเวียดนาม

ในช่วงแรก บริษัท Redsun ITI ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารเกาหลีอย่าง King BBQ, King BBQ Buffet, ThaiExpress , Seoul Garden, KhaoLao, Hotpot Story, Sushi Kei และ Capricciosa จะมุ่งเน้นการผลิตกิมจิ เนื้อ และซอสอื่นๆ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า และจะผลิตผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ เพื่อจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและภาค Horeca segment (โรงแรม ร้านอาหาร และการบริการจัดเลี้ยง) โดยแผนการในระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในปี 2561 ซึ่งมีแผนที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์กลับไปยังประเทศเกาหลีใต้และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีปริมาณการบริโภคกิมจิสูงขึ้นเรื่อยๆ

นาย Pham Cao Vinh ประธานบริษัท Redsun ITI กล่าวว่า โรงงานที่เปิดในเวียดนามได้ซื้อเทคโนโลยีและเครื่องมือการผลิตกิมจิจาก Korean Kimchi Academy เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในตลาดท้องถิ่นและตลาดต่างประเทศ

บริษัท Redsun ITI เป็นสมาชิกของ Goldsun Group มีแบรนด์อาหาร 12 แห่ง และร้านอาหารชั้นนำมากกว่า 140 แห่งทั่วประเทศเวียดนาม และ ร้านอาหารแฟรนไชส์ 20 แห่ง

ภายในปี 2564 บริษัทมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านอาหารให้ได้ 400 แห่ง และ ร้านอาหารแฟรนไชส์อีก 200 แห่ง นาย Vinh ยังกล่าวเสริมอีกว่า บริษัทได้ลงทุนเปิดร้านอาหารในออสเตรเลียและสิงคโปร์แล้ว

Goldsun Group เริ่มดำเนินการในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และผู้ประกอบการ และขณะนี้ได้ดำเนินธุรกิจใน 3 สาขาหลัก คือ อาหารและร้านอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน และบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ซึ่ง Goldsun Group มีพนักงาน 5,500 คน สร้างรายได้มากกว่า 2.5 ล้านล้านด่งในปี 2559

ที่มา หนังสือพิมพ์ Saigon Times วันที่ 17 สิงหาคม 2560 หน้า 2

 

4. บริษัทท่องเที่ยวจากรัสเซียเดินทางมาศึกษาตลาดในภาคใต้ของเวียดนาม

คณะผู้แทนจากหน่วยงานการท่องเที่ยวของบริษัท Pegas Touristik ของประเทศรัสเซียจำนวน 500 คน จะเดินทางมาศึกษาผลิตภัณฑ์และการบริการด้านการท่องเที่ยวในภาคใต้ของเวียดนามในเดือนกันยายน 2560 โดยจะสำรวจโรงแรมและบริการด้านการท่องเที่ยวในจุดหมายที่สำคัญๆ ในเวียดนาม เช่น จังหวัดคั้นหว่า จังหวัดนิ่งถ่วน และนครโฮจิมินห์ ซึ่งการเยี่ยมชมนี้ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน 2560

นาง Hoang Thi Phong Thu ประธานบริษัท Pegas Misr Traval เวียดนาม กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ทางบริษัทได้จัดให้มีการสำรวจดังกล่าว เนื่องจากต้องส่งเสริมให้ชาวรัสเซียมายังประเทศเวียดนามมากขึ้น

บริษัท Pegas Misr Traval ของเวียดนามเห็นประเทศรัสเซียเป็นตลาดต้นทางที่สำคัญ และมีการเสนอบริการท่องเที่ยวจำนวนมากแก่นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง ประเทศเวียดนามโดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่ส่วนใหญ่จะเดินทางไปยัง เมืองคัมราน ในจังหวัดคั้นหว่า เมืองฟานเที้ยต ในจังหวัดบิ่งถ่วน และจังหวัดนิ่งถ่วน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 มีชาวรัสเซียกว่า 348,000 คน เดินทางมาเยือนประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้น  ร้อยละ 49.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่า ในอีก 5 เดือนที่เหลือของปี 2560 จะมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียอีกจำนวน 180,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 40,000 คนเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของ ปีที่แล้ว

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ Saigon Times วันที่ 22 สิงหาคม 2560