ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นวันที่ 11 - 12 กรกฏาคม 2560

ข่าวเด่นวันที่ 11 – 12 กรกฎาคม 2560

1. แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นท้องถิ่นของเวียดนามกำลังแข่งขันกับแบรนด์เสื้อผ้าต่างประเทศ

การเข้ามาในตลาดสินค้าแฟชั่นของแบรนด์เสื้อผ้าต่างประเทศหลายๆ แบรนด์กำลังทำให้แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นท้องถิ่นของเวียดนามต้องปรับตัวมากขึ้น นาง Le Thi Quynh Trang ผู้อำนวยการทั่วไปของบริษัท Multimedia JSC หนึ่งในบริษัทรับจัดอีเวนท์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม กล่าวว่า ในปัจจุบัน ตลาดสินค้าแฟชั่นของเวียดนามกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จากความต้องการของผู้บริโภควัยหนุ่มสาวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาเปิดร้านในเวียดนามหลายแบรนด์ เช่น Chanel, Giovanni, Salvatore Ferragamo, Versace, Burberry, Topshop, Mango และ Zara นอกจากนั้น แบรนด์ดังอย่าง H&M และ Uniqlo ก็มีแผนการที่จะเข้ามาเปิดร้านในนครโฮจิมินห์ในปีนี้

มีรายงานว่า แบรนด์ต่างประเทศกว่า 200 แบรนด์ครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าแฟชั่นในเวียดนามกว่าร้อยละ 60 ซึ่งในจำนวนนั้น แบรนด์ระดับ Mid-end เช่น Giordano และ Bossini และแบรนด์ระดับ High-end เช่น Mango, Dolce & Gabbana, Topshop, Gap, Banana Republic และ Tommy Hilfiger มียอดขายในประเทศเวียดนามเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในภาคใต้ของเวียดนาม

นาง Ngo Thi Bau ผู้อำนวยการบริษัท Nguyen Tam Textile & Garment เจ้าของแบรนด์ Foci ที่เคยโด่งดังในเวียดนาม เปิดกิจการตั้งแต่ปี 2542 แต่ต้องปิดตัวลงในปี 2557 เนื่องจากไม่สามารถสู้ราคาการผลิตสินค้าจากประเทศจีนของแบรนด์สินค้าแฟชั่นต่างประเทศได้ ตนจึงเปลี่ยนมาเปิดร้านอาหารรูปแบบญี่ปุ่นในนครโฮจิมินห์แทน

บริษัท The Viet Fashion ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Ninomaxx และ N&M เปิดเผยว่า บริษัทได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการตลาดของตนเพื่อแข่งขันกับแบรนด์สินค้าแฟชั่นต่างประเทศโดยเฉพาะ ในปัจจุบัน บริษัทมีหน้าร้านอยู่ 62 แห่งทั่วประเทศ และวางแผนจะขยายเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่าอาจจะแพ้บริษัทต่างชาติได้เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่า ไม่สามารถตามกระแสแฟชั่นใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการโฆษณาสินค้าได้

แบรนด์ Canifa ซึ่งมีร้านกว่า 96 ร้านทั่วประเทศเวียดนาม ยอมรับว่า การเข้ามาของแบรนด์แฟชั่นต่างประเทศ เช่น Zara, H&M และ Uniqlo ทำให้แบรนด์ Canifa ต้องปรับตัวและพัฒนาสินค้าของตัวเองขึ้น อย่างไรก็ดีมีข้อได้เปรียบด้านโรงงานผลิตที่เวียดนามโดยตรง ซึ่งง่ายต่อการกระจายสินค้าไปจำหน่าย

นาย Nguyen Van Thoi ประธานบริษัท TNH Investment and Trading กล่าวว่า การเข้ามาของแบรนด์สินค้าแฟชั่นต่างประเทศเป็นทั้งโอกาสและข้อท้าทายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นของเวียดนาม บริษัทเคยผลิตเครื่องนุ่งห่มให้แบรนด์ Walmart, Zara, Levi’s, GAP, CK และ Puma แต่ปัจจุบัน บริษัทเลือกที่จะมาขายสินค้าแบรนด์ TNG ของตนเอง ซึ่งในปีนี้ คาดว่าจะขยายร้านให้ได้ถึง 100 สาขาทั่วประเทศเวียดนาม

ในวันแรกที่ร้านสินค้าแฟชั่น Zara เปิดตัว ที่ห้าง Vincom สาขา Dong Khoi ในนครโฮจิมินห์ ร้านมีรายได้กว่า 5.5 พันล้านด่ง (ประมาณ 242,000 ดอลลาร์สหรัฐ)  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจแฟชั่นใหม่ๆ ของผู้บริโภคชาวเวียดนามที่เพิ่มขึ้น

ที่มา สำนักข่าว Vietnamnet วันที่ 4 กรกฏาคม 2560

URL: http://english.vietnamnet.vn/fms/business/181375/local-fashion-brands-face-fierce-competition-with-foreign-rivals.html

 

2. นครเกิ่นเทออนุญาตให้นักลงทุนฮ่องกงศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนสร้างสนามแข่งม้า

บริษัท SIBC International สัญชาติฮ่องกงได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอ ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนสร้างสนามแข่งม้าและ Entertainment Complex มูลค่าการลงทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ผู้บริหารของบริษัท SIBC International ได้เข้าหารือกับนาย Vo Thanh Thong ประธานคณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอ โดยได้เสนอโครงการลงทุนของบริษัทในการสร้างสนามแข่งม้าและ Entertainment Complex บนพื้นที่ 150 เฮกตาร์ ที่เขต Binh Thuy ซึ่งจะประกอบการด้วย สนามแข่งม้า ที่จอดรถ สถานที่เล่นกับม้า สถานที่เลี้ยงม้า สวนสาธารณะ โรงแรมระดับ 3 – 5 ดาว บ้านของพนักงาน สนามไดร์ฟกอล์ฟ และร้านอาหาร

เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ บริษัทจะเปิดให้เล่นการพนันม้าได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นับตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 22.00 น. ในแต่ละวันจะมีการแข่งขัน 12 – 16 ครั้ง โดยอนุญาตให้บุคคลอายุมากกว่า 21 ปี ขึ้นไปสามารถเล่นการพนันได้ ตั๋วพนันมีมูลค่าตั้งแต่ 10,000 ด่ง จนถึง 1,000,000 ด่ง และเล่นการพนันได้มากที่สุดวันละ 1,000,000 ด่งเท่านั้น

โครงการดังกล่าวจะสร้างงานให้กับแรงงานกว่า 20,000 คน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในนครเกิ่นเทอ ผู้บริหารบริษัทฯ คาดว่าจะสร้างรายได้กว่าปีละ 50,000 พันล้านด่ง และชำระภาษีเข้างบประมาณนครเกิ่นเทอกว่าปีละ 10,000 พันล้านด่ง

นาย Thong กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถพัฒนาภาคการท่องเที่ยวของนครเกิ่นเทอได้อย่างมากและเป็นโครงการที่จังหวัดให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการประชาชนฯ จะต้องขอความเห็นจากคณะรัฐบาลก่อนจะให้อนุมัติโครงการได้ โดยระหว่างนี้ คณะกรรมการประชาชนฯ อนุญาตให้นักลงทุนศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนภายในระยะเวลา 3 เดือน

ที่มา สำนักข่าว VnExpress วันที่ 5 กรกฏาคม 2560

URL: http://kinhdoanh.vnexpress.net/tin-tuc/doanh-nghiep/can-tho-cho-nghien-cuu-xay-truong-dua-ngua-500-trieu-usd-3609043.html

 

3. สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจจะหายไปในปี 2643

เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว สภาพอุณหภูมิของโลกมีการปรับตัวลดลงเรื่อยๆ ซึ่งทำให้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในปี 2213 อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งผลกระทบที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลให้ระดับอุณหภูมิโดยรวมสูงขึ้น น้ำแข็งเริ่มละลาย ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นสูง ทำให้มีความเสี่ยงที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะกลับไปอยู่ในสภาพเมื่อ 10,000 ปีที่แล้วอีกครั้ง

ปัญหาของบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในปัจจุบัน

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่ประเทศจีนและลาวร่วมกันปรับเปลี่ยนเส้นทางการไหลของกระแสน้ำที่ลอยมายังแม่น้ำโขงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของประเทศตนเอง ด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นมากั้นน้ำบริเวณแม่น้ำโขงที่จะไหลเข้ามาสู่บริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงของประเทศเวียดนาม

อุณหภูมิโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในแต่ละปี ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น แม้ว่าหลายประเทศได้ร่วมลงนามในข้อตกลงปารีสในปี 2558 เพื่อมุ่งลดระดับภาวะแก๊สเรือนกระจกและยับยั่งที่อุณหภูมิโลกไว้ไม่ให้เพิ่มเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 แต่ก็เป็นเรื่องยากที่ประเทศต่างๆ จะสามารถทำตามข้อตกลงดังกล่าวได้ในสถานการณ์ที่แต่ละประเทศกำลังเร่งแข่งขันกันพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในแต่ละปีมีการปล่อยแก๊สเรือนกระจกกว่า 30 พันล้านตันต่อปี ซึ่งมีการวิจัยกันว่าแก๊สเรือนกระจกปริมาณ 1,000 พันล้านตันจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งหากการปล่อยแก๊สเรือนกระจกยังเป็นดังปัจจุบัน อาจจะเหลือระยะเวลาเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น

จากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่า บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจจะจมหายลงไปในน้ำทะเลหากอุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส และจากการศึกษาของหน่วยงานด้านการพยากรณ์อากาศของสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration; NOAA) คาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2643 ระดับน้ำทะเลที่ต่ำที่สุดจะอยู่ที่ระดับ 0.3 เมตร (เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากการคาดการณ์ก่อนหน้า) และเพิ่มสูงสุด 2.5 เมตร (เพิ่มขึ้น 0.5 เมตรจากการคาดการก่อนหน้า) และจากการวิจัยขององค์กรการบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Aeronautics and Space Administration; NASA) ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่สภาวะขาดแคลนน้ำจืด

กระทรวงทรัพยากรณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเวียดนามชี้ให้เห็นว่า หากระดับน้ำทะเลบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงสูงขึ้น 1 เมตร พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะจมน้ำไปเกือบร้อยละ 40 ซึ่งเมื่อถึงปี 2643 จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะจมหายลงไป

ดังนั้น ทางการควรมีมาตรการมาจัดการปัญหาต่างๆ ที่อาจจะทำให้พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงหายไป เพื่อคงไว้ซึ่งพื้นที่ที่เป็นดั่งอู่ข่าวอู่น้ำของประเทศเวียดนาม

ที่มา สำนักข่าว Thoi Bao Kinh Te Saigon วันที่ 5 กรกฏาคม 2560

URL: http://www.thesaigontimes.vn/161908/DBSCL-co-bien-mat-vao-nam-2100.html

 

4. นครโฮจิมินห์ใกล้จะมีอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมราคา 8,000 – 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตารางเมตร

นาง Duong Thuy Dung หัวหน้าสำนักงานวิจัยการตลาดและให้คำปรึกษาบริษัท CBRE Vietnam ให้สัมภาษณ์ว่า ภายในปีนี้ นครโฮจิมินห์จะมีอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมที่มีราคา 8,000 – 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตารางเมตร (ราคาสูงกว่า 200 ล้านด่ง) บริเวณ เขต 1 ใจกลางนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดภายในประเทศเวียดนาม

นาย Dung กล่าวเสริมว่า หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะสร้างผลกระทบให้กับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์นครโฮจิมินห์ เช่น ราคามาตรฐานของอสังหาริมทรัพย์ในนครโฮจิมินห์จะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น และทำให้นครโฮจิมินห์มีอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมที่มีราคามากกว่า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครจะมีราคาประมาณ 8,000 – 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตารางเมตร

นาย Stephen Wyatt ผู้อำนวยการบริษัท Jones Lang LaSale (JLL) ประจำประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ในปัจจุบัน ราคาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมระดับหรูหราในนครโฮจิมินห์จะมีราคาประมาณ 3,500 – 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตารางเมตร โดยราคาที่แพงที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตารางเมตร หากโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมราคา 8,000 – 10,000 ดอลลาร์สหรัฐเกิดขึ้นจริงจะเป็นก้าวที่สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในนครโฮจิมินห์ เนื่องจากจะมีประเด็นเรื่องของคุณภาพของโครงการ การให้บริการ การลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้าง และการตกแต่งอาคารให้ได้มาตรฐานสากล ที่มา สำนักข่าว VnExpress วันที่ 4 กรกฏาคม 2560

URL: http://kinhdoanh.vnexpress.net/tin-tuc/bat-dong-san/sai-gon-sap-co-can-ho-gia-hon-200-trieu-dong-mot-m2-3608267.html

**********************************************

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในนครโฮจิมินห์