ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นวันที่ 15 - 17 พฤษภาคม 2560

ข่าวเด่นวันที่ 15 - 17 พฤษภาคม 2560

1. จังหวัดก่าเมาตั้งเป้าให้ภาคการท่องเที่ยวกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของจังหวัด

ภาพที่ 1 ตัวเมืองจังหวัดก่าเมา

นาย Tran Xuan Truong หัวหน้าแผนกการท่องเที่ยว สังกัดสำนักงานวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวจังหวัดก่าเมา เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดวันที่ 30 เมษายน 2560 และ 1 พฤษภาคม 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวที่จังหวัดจำนวนมาก สถานที่ท่องเที่ยวอย่างเช่น ที่ Dat Mui, Khai Long, Hon Da Bac และสถานที่ท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ต่างๆ ล้วนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย จากสถิติเมื่อนับตั้งแต่ต้นปี 2560 จังหวัดก่าเมาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 420,000 คน โดยในจำนวนนั้น นักท่องเที่ยวเวียดนามมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 และนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในปีนี้ถึง 1.2 ล้านคน

นับตั้งแต่ต้นปี 2560 จังหวัดก่าเมามีความพยายามอย่างมากในการร่วมมือกับทุกๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้เป็นปีครบรอบ 20 ปี สถาปนาจังหวัดก่าเมา และจังหวัดยังได้ร่วมมือกับภาครัฐในการวางรากฐานการท่องเที่ยวในที่ต่างๆ มากมาย โดยจังหวัดได้ประชาสัมพันธ์ ช่วยเหลือนักลงทุน และผลักดัน     การท่องเที่ยวให้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของจังหวัด และคาดว่าภายในปีนี้จะมีการลงทุนโครงการ  การท่องเที่ยวต่างๆ อีกมาก เพื่อที่จะทำให้จังหวัดกลายเป็นที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของทั้งคนเวียดนามเองและคนต่างชาติ

ที่มา หนังสือพิมพ์ Bao Dau Tu วันที่ 12 พฤษภาคม 2560

URL: http://baodautu.vn/du-lich-duoc-xac-dinh-la-nganh-kinh-te-quan-trong-cua-ca-mau-d63394.html

 

2. นครดานังอนุมัติโครงการฟาร์มโคนมแห่งแรก

คณะกรรมการประชาชนนครดานังอนุมัติโครงการฟาร์มโคนมแห่งแรกในจังหวัด โดยจะตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน Hoa Phong เขต Hoa Vang ใช้พื้นที่ทั้งหมด 124 เฮกตาร์ โดยบริษัท Vinamilk เป็นผู้ลงทุนมูลค่า 600 พันล้านด่ง (ประมาณ 26.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นาย Vo Ngoc Sinh ผู้อำนวยการโครงการฟาร์มโคนมนครดานังกล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการเลี้ยง วัวนม 4,000 ตัว และจะสามารถผลิตน้ำนมได้ 40 ตันต่อวัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาสภาพเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด รวมถึงสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่อยู่ตามชนบทในนครดานังอีกด้วย

โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการฟาร์มโคนมในภาคกลางของเวียดนามแห่งที่ 3 ของบริษัท ซึ่งแห่งที่ 1 และ 2 ตั้งอยู่ในจังหวัดเลิมดงและบิ่นห์ดิ่นห์ โดยบริษัทจะสร้างโรงงานแปรรูปนมโคในเขตอุตสาหกรรม Hoa Khanh โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกระบวนการการผลิตของโรงงานและมีแผนการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัท Vinamilk มีฟาร์มโคนมทั้งหมด 10 ฟาร์ม มีโคนมรวม 15,000 ตัว ตั้งอยู่ในจังหวัดตูเย้นกวาง จังหวัดแทงฮวา จังหวัดเหงะอาน จังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์ และจังหวัดเลิมดง

ที่มา Vietnam Investment Review วันที่ 10 พฤษภาคม 2560

URL: http://www.vir.com.vn/da-nang-approves-first-ever-dairy-project.html

 

3. นครเกิ่นเทอสนับสนุนให้เปิดเส้นทางการบินใหม่

ภาพที่ 2 สนามบินนานาชาตินครเกิ่นเทอ

ภายหลังจากการหารือเกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินในนครเกิ่นเทอระหว่างผู้นำคณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอกับตัวแทนจากบริษัทท่องเที่ยวและสายการบิน คณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอได้ประกาศว่าจะสนับสนุนสายการบินต่างๆ ในการเปิดสายการบินทั้งภายในและภายนอกประเทศเข้าสู่นครเกิ่นเทอ โดยอาจพิจารณาให้เงินสนับสนุนสายการบินที่สนใจมากถึง 8.5 พันล้านด่งต่อปี โดยยังไม่รวมนโยบายสนับสนุนการลงทุนอื่นๆ

คณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอกำลังร่างกฎระเบียบและนโยบายใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนให้นักลงทุนเข้ามาเปิดเส้นทางการบินในนครมากขึ้น เช่น การลดค่าเช่าสำนักงาน การโฆษณา ลดค่าบริการภาคพื้นดิน และเงินช่วยเหลือในช่วงเริ่มแรก ยกตัวอย่างเช่น เที่ยวบินใหม่ๆ ที่จะเปิดที่ไม่ใช่เที่ยวบินนครเกิ่นเทอ-กรุงฮานอย เที่ยวบินนครเกิ่นเทอ-นครดานัง นครเกิ่นเทอ-เกาะฟูก๊วก และนครเกิ่นเทอ – กอนด๋าว จะได้รับนโยบายสนับสนุนการลงทุนส่วนลดค่าเช่าสำนักงาน 12 เดือน และเงินสนับสนุน 15 ล้านด่งต่อเดือน ทำให้ค่าบริการภาคพื้นดินลดลงครึ่งหนึ่งสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศในปีแรก โดยเที่ยวบินระหว่างประเทศจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีกร้อยละ 30 ในปีถัดมา และนครเกิ่นเทอจะสนับสนุนเงินหากเกิดการขาดทุนของสายการบินต่างๆ อย่างน้อยที่สุด 4.5 พันล้านด่ง และมากที่สุด 8.5 พันล้านด่ง ขึ้นอยู่กับเที่ยวบินของสายการบินต่างๆ

นครเกิ่นเทอพยายามกระตุ้นให้บริษัทท่องเที่ยวร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดผ่านการคมนาคมทางอากาศ ผู้นำนครเกิ่นเทอคาดหวังว่าจะมีเที่ยวบินใหม่ๆ จากนครไฮฟอง เมืองกามราน และจากกรุงเทพ ภายในปีนี้

ปัจจุบันนี้ สนามบินนานาชาตินครเกิ่นเทอมีเที่ยวบินภายในประเทศจากฮานอย เกาะฝูก๊วก กอนด๋าว และ      นครดานัง ในขณะที่เที่ยวบินจากเมืองดาลัดและเมืองญาจางถูกยกเลิกชั่วคราวเนื่องจากขาดทุน สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ สายการบินมีเที่ยวบินจากกรุงไทเป ในช่วงเทศกาลตรุษเวียดนาม ในขณะที่เที่ยวบินเช่าเหมาลำจากกรุงเทพถูกยกเลิกชั่วคราว

เมื่อปี 2559 จำนวนนักท่องเที่ยวในนครเกิ่นเทอมีจำนวน 5.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยในจำนวนนั้น         มีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 590,000 คน รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นจำนวน 1,826 พันล้านด่ง (ประมาณ 80.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี 2558

ที่มา หนังสือพิมพ์ Tuoi Tre วันที่ 12 พฤษภาคม 2560

URL: http://tuoitre.vn/tin/kinh-te/20170512/can-tho-tinh-dung-ngan-sach-bu-lo-duong-bay-moi/1312956.html

 

4. การส่งออกอาหารทะเลของจังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์ลดลงอย่างมาก

นับตั้งแต่ต้นปี 2560 การส่งออกสินค้าอาหารทะเลของจังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์ลดลงอย่างมากเนื่องมาจากมาตรการตรวจสอบการนำเข้าอาหารทะเลที่เข้มข้นขึ้นของนานาประเทศ สร้างความกังวลให้กับทุกภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นาง Tran Anh Tuyet รองผู้อำนวยการสำนักงานการค้าและอุตสาหกรรมจังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์กล่าวว่า ในเดือนเมษายน 2560 มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของจังหวัดบิ่นห์ดิ่นห์อยู่ที่ 5.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 และเมื่อนับรวมทั้ง 4 เดือนแรกของปี 2560 มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเล 23.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 28 ของมูลค่าที่คาดการณ์ไว้ และเป็นร้อยละ 9.5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของจังหวัด ทั้งๆ ที่สินค้าทะเลเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์การส่งออกขึ้นชื่อของจังหวัด โดยในจำนวนสินค้าอาหารทะเลที่ส่งออกทั้งหมด มีเพียงแค่อาหารทะเลแช่แข็งที่มีการเติบโตขึ้นเท่านั้น

นาง Cao Thi Kim Lan ผู้อำนวยการบริษัท Thuy San Binh Dinh กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทในปี 2560    คือการผลิตสินค้าให้ได้ 18,200 ตัน สร้างรายได้กว่า 1,443.6 พันล้านด่ง และมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อนับถึงปลายเดือนเมษายน 2560 บริษัทสามารถส่งออกสินค่าได้เพียง 2,649 ตัน มีรายได้เพียง 14.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียงร้อยละ 27 ของเป้าหมายของทั้งปี

เหตุผลที่ทำให้การส่งออกสินค้าอาหารทะเลลดลงอย่างมากคือการมีมาตรการการตรวจสอบสินค้าที่เข้มงวดขึ้น    การตรวจสอบที่มาของผลิตภัณฑ์ มาตรการการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฏหมาย และการห้ามนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปเข้าสู่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการบริโภคกุ้งแช่แข็งลดลงในอนาคต ในขณะที่การบริโภคปลาแช่แข็งจะเพิ่มขึ้น โดยในปี 2556 การส่งออกปลาแช่แข็งอยู่ที่ 5,676 ตัน ในขณะที่ปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 9,338 ตันต่อปี

คณะกรรมการประชาชนบิ่นห์ดิ่นห์ได้ออกนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องหาทางพัฒนาธุรกิจของตนโดยการเปลี่ยนไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานโลก

ที่มา หนังสือพิมพ์ Nong Nghiep Viet Nam วันที่ 15 พฤษภาคม 2560

URL: http://nongnghiep.vn/xuat-khau-thuy-san-binh-dinh-giam-manh-post193719.html

 

5. APEC 2017 โอกาสของผู้ประกอบการในนครดานัง

ภาพที่ 3 โลโก้การประชุม APEC 2017

เวทีการประชุม APEC 2017 นอกจากจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการบูรณาการเศรษฐกิจของเวียดนามเข้ากับเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในนครดานัง ซึ่งหลายๆ ฝ่ายกำลังเร่งมือเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการประชุมดังกล่าวให้ทันในเดือนพฤศจิกายน 2560

ในการประชุมดังครั้งนี้จะมีผู้นำจาก 21 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม ผู้ประกอบการ นักลงทุน และสื่อจำนวนกว่า 10,000 คน ซึ่งจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้นครดานังสามารถประชาสัมพันธ์นครบนเวทีโลกได้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของนครดานังต่อผู้ประกอบการและนักลงทุนในอนาคต

นาง Cao Tru Dung ประธานสมาพันธ์บริษัทการท่องเที่ยวนครดานังเปิดเผยว่า บริษัทการท่องเที่ยวทุกบริษัทในนครดานังตื่นตัวกับเวทีการประชุมดังกล่าวมาก โดยทุกๆ บริษัทมองว่าเวทีการประชุม APEC 2017 จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดของนครดานัง บริษัทการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ทัวร์ และหน่วยงานภาครัฐได้ร่วมมือกันพัฒนาการท่องเที่ยวในนครและเขตนอกเมืองหลายแห่ง โดยสมาพันธ์การท่องเที่ยวนครดานังมองว่านครดานังยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวได้อีกมาก และเวทีการประชุมดังกล่าวจะเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบสากลของนครดานัง

นาย Nguyen Van Ly รองประธานสมาคมผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนครดายังได้กล่าวว่า       นักธุรกิจทุกภาคส่วนตื่นตัวเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุม APEC 2017 และโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้าของธุรกิจตนเองให้ทั่วโลกได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในนครดานังมากกว่าร้อยละ 95 เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งยังคงขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัยและผลิตภัณฑ์ยังด้อยคุณภาพทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ทางสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนครดาหวังว่าภาครัฐจะมีนโยบายช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

นาย Vu Tien Loc ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนามมองว่า เวทีการประชุม APEC 2017 จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถแสดงออกถึงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้   สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการทุกรายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้   แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา สำนักข่าว Bizlive วันที่ 13 พฤษภาคม 2560

URL: http://bizlive.vn/kinh-te-dau-tu/nam-apec-2017-co-hoi-vang-cho-doanh-nghiep-2760933.html

 

6. ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเก็บภาษีออนไลน์ในนครโฮจิมินห์

สำนักงานภาษีอากรนครโฮจิมินห์กำลังเตรียมการเสนอแผนการเก็บภาษีออนไลน์ให้ทางคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์พิจารณา อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกล่าวว่าการเก็บภาษีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากมาก

แม้ว่าจะได้รับข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีออนไลน์ แต่นาง Nguyen Thi Thuy แม่ค้าออนไลน์ที่ขายสินค้าท้องถิ่นจากทางภาคตะวันตกที่อาศัยอยู่ในเขต 2 ยังคงไม่มีความกังวลมากนักกับประเด็นดังกล่าว เพราะว่าการเก็บภาษีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ไม่ใช่ว่าประกาศว่าจะเก็บแล้วจะสามารถทำได้เลย โดยการเก็บภาษีออนไลน์จะมี    กฏระเบียบที่ใช้ได้จริงยาก และควรจะเก็บกับร้านค้าที่เปิดมานานแล้ว 3 ปีขึ้นไป จึงไม่มีความกังวลใดๆ เพราะ  ตนค้าขายเป็นอาชีพเสริม นอกจากนั้น ผู้ค้าออนไลน์หลายๆ คนยังกล่าวว่าการเก็บภาษีออนไลน์ยังเป็นเรื่องไกลตัว

ตามกฏหมายภาษีบุคคลของเวียดนามระบุว่า บุคคลใดมีรายได้จากการค้าขายจะต้องเสียภาษีบุคคล ซึ่งเป็นกฏระเบียบที่ผู้ขายสินค้าทั่วไปต้องปฎิบัติตามจึงส่งผลให้ผู้ค้าขายออนไลน์ต้องเสียภาษีเช่นกัน แต่ยังไม่มีกฏหมายใดๆ มารองรับการเก็บภาษีออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากในปัจจุบัน นอกจากนั้น การขายสินค้าออนไลน์ยังไม่ต้องเสียค่าลงทุนมากนัก เช่น ค่าเช่าหน้าร้านค้า ค่าประดับตกแต่ง และค่าจ้างพนักงาน ดังนั้น ทุกๆ คนจึงต้องการที่จะเปิดร้านออนไลน์ จากข้อมูลของสำนักงานการค้าและอุตสาหกรรมนครโฮจิมินห์แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบัน มีเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์ประมาณ 80,000 เว็บไซต์ ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งจ่ายภาษีให้รัฐน้อยมาก

นาย Nguyen Ngoc Dung รองประธานสมาพันธ์การค้าออนไลน์เวียดนาม (VECOM) กล่าวว่า ประเด็นการเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์มีมานานแล้ว แต่จนถึงบัดนี้ หน่วยงานภาครัฐก็ยังไม่สามารถออกกฏระเบียบมาตรการที่ชัดเจนให้ประชาชนทราบได้ และหากมีกฏระเบียบออกมาจริงๆ ก็จะต้องทำให้สามารถปฎิบัติได้จริง ชัดเจน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นาย Nguyen Phuong Dong รองผู้อำนวยการสำนักงานการค้าและอุตสาหกรรมนครโฮจิมินห์เปิดเผยว่า ตอนนี้สำนักงานกำลังร่วมมือกับคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ในการเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ ร้านค้าบนเครือข่ายสังคมอินเตอร์เน็ต การเก็บภาษีเว็บไซต์สำนักงานตัวแทนของบริษัทต่างประเทศ รวมถึงประสานงานกับ Facebook ซึ่งกฏระเบียบต่างๆ จะประกาศออกมาให้ชัดเจนในภายหลัง

นาง Le Thi Thu Huong ผู้อำนวยการสำนักงานภาษีอากรนครโฮจิมินห์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์ทุกๆ คนจะต้องเสียภาษี แต่เป้าหมายคือการเก็บภาษีจากเว็บไซต์ที่มีการค้าจำนวนมากและดำเนินกิจการมานานซึ่งยังไม่เคยเสียภาษีให้ภาครัฐ ส่วนผู้ประกอบการขายสินค้ารายย่อยซึ่งมีรายได้น้อยมิได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่ต้องเสียภาษี

ที่มา สำนักข่าว Bizlive วันที่ 11 พฤษภาคม 2560

URL: http://bizlive.vn/kinh-te-dau-tu/khong-de-thu-thue-kinh-doanh-online-2751323.html

 

7. นครโฮจิมินห์เล็งใช้งบประมาณ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงการพัฒนาพลังงาน

คณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ได้เสนอให้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมพิจารณาโครงการพัฒนาพลังงานของนครโฮจิมินห์ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 42.9 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในจำนวนนี้ เงินจำนวน 10.9 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 478 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะใช้เพื่อพัฒนาสายไฟฟ้า    220 kV และเงินประมาณ 13.4 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 587 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะใช้พัฒนาแผงกระจายสายไฟฟ้าแรงสูง 110 kV และเงินอีกประมาณ 18.6 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 815 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะใช้สำหรับการซื้อสื่อกลางและสายไฟฟ้าพลังงานต่ำ นอกจากนั้น จะใช้สำหรับสร้างสถานีไฟฟ้าที่บริเวณท่าเรือ Tan Cang     สวน Dam Sen สนามบินนานาชาติ Tan Son Nhat และเขตเมืองใหม่ Thu Thiem ตลอดจน จะมีการติดตั้งสายส่งสัญญาณไฟฟ้าในหลายๆ ที่ในนครโฮจิมินห์

โครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของนครโฮจิมินห์ที่ตั้งเป้าหมายการเติบโต GDPในช่วงระหว่างปี 2559 – 2568 ไว้ที่ร้อยละ 8

ในเดือนเมษายน 2560 การไฟฟ้าแห่งเวียดนาม (Electricity of Viet Nam) ประเมิณว่า ในปี 2560 ความต้องการการใช้ไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้น การพัฒนาการไฟฟ้าในตัวเมืองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการส่งเสริมการลงทุนและสำหรับประชาชนในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งการไฟฟ้าแห่งเวียดนามจะพยายามใช้ทุกๆ วิธีที่เพื่อรับประกันว่านครโฮจิมินห์จะมีไฟฟ้าใช้ตลอดทุกช่วงเวลา

ที่มา หนังสือพิมพ์ Vietnam Investment Review วันที่ 16 พฤษภาคม 2560

URL: http://www.vir.com.vn/city-to-spend-19b-on-power-development.html

 

8. โครงการไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดเบ๊นแจยังมีการก่อสร้างล่าช้า

ภาพที่ 4 โครงการพลังงานลมที่จะถูกสร้างขึ้นในจังหวัดเบ๊นแจ

นาย Cao Van Trong ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดเบ๊นแจกล่าวว่า จากแผนการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดจนถึงปี 2563 จังหวัดมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 11 โครงการบริเวณริมทะเล โดยจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้ารวมได้ถึง 1,250 MW ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีนักลงทุน 7 ราย ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการประชาชนจังหวัดเบ๊นแจให้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีโครงการใดเริ่มการก่อสร้าง

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการประชาชนจังหวัดเบ๊นแจจึงได้ถอนใบอนุญาตการลงทุน 1 โครงการเนื่องจากผู้ลงทุนมิได้เริ่มก่อสร้างโครงการตามที่ระบุไว้ในสัญญา และกล่าวว่าจะถอนใบอนุญาตอีก 1 โครงการเนื่องจากมีความล่าช้าในการดำเนินงาน

สาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมล่าช้าเป็นเพราะราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมยังคงต่ำอยู่ ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1,614 ด่งต่อ 1 kWh (ประมาณ 7.8 เซนต์ต่อ 1 kWh) ซึ่งต่ำกว่าราคารับซื้อในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ในขณะที่เงินลงทุนค่อนข้างสูงซึ่งทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าลงทุนและไม่มีสถาบันการเงินใดปล่อยกู้ให้กับนักลงทุนเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง เป็นผลให้นักลงทุนชะลอการดำเนินงานและรอการประกาศปรับเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าครั้งใหม่

นาย Trong ได้กล่าวเสริมว่า จังหวัดจะพยายามช่วยเหลือในด้านเอกสารทางราชการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการลงทุนเพื่อให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมสามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดขัด

ทั้งนี้ หากการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมทุกแห่งแล้วเสร็จ จังหวัดจะสามารถเก็บภาษีเพิ่มได้ถึง 7,000 พันล้านด่ง และจะสามารถตอบสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 1 ใน 3 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในจังหวัด ตลอดจนเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ที่มา หนังสือพิมพ์ Bao Tin Tuc วันที่ 15 พฤษภาคม 2560

URL: http://baotintuc.vn/kinh-te/ben-tre-cham-trien-khai-cac-du-an-dien-gio-20170515145336776.htm

 

9. อำเภอ A Luoi จังหวัดเถื่อเทียน-เว้ เตรียมพื้นที่ 40 เฮกตาร์ให้นักลงทุนลงทุนในโครงการเลี้ยงวัว

นาย Nguyen Manh Hung ประธานคณะกรรมการประชาชนอำเภอ A Luoi จังหวัดเถื่อเทียนเว้ได้ประกาศว่า อำเภอได้เตรียมพื้นที่ 40 เฮกตาร์ให้กับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในโครงการเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาในอำเภอในปี 2560 นี้

นอกจากโครงการเลี้ยงวัวแล้ว อำเภอได้เรียกร้องให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีก 5 โครงการ ได้แก่             1. โครงการสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ A Nor (ในตำบล Hong Kim) 2. โครงการสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์  บ่อน้ำร้อน A Roang (ในตำบล A Roang) 3. โครงการสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ Par Le (ตำบล Hong Ha)        4. โครงการโรงงานแปรรูป-ส่งออกไม้ (เขตอุตสาหกรรมย่อย A Co) 5. โครงการปลูกพืชผัก (ตำบล Huong Phong)

นาย Hung ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันอำเภอ A Luoi มีวัวกว่า 10,000 ตัว ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทางอำเภอได้พัฒนาคุณภาพและเพิ่มจำนวนวัวมากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยอำเภอเตรียมพร้อมที่จะสนับสนุนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าว ซึ่งพื้นที่ 40 เฮกตาร์ที่อำเภอเตรียมให้มีความเหมาะสมกับการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอย่างดี

ที่มา หนังสือพิมพ์ Bao Dau Tu วันที่ 17 พฤษภาคม 2560

URL: http://baodautu.vn/huyen-a-luoi---thua-thien-hue-co-san-40-ha-danh-cho-nha-dau-tu-thuc-hien-du-an-nuoi-bo-vang-d63613.html

 

10. นครเกิ่นเทอเตรียมร่างแผนพัฒนาโครงการสวนเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

คณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอกำลังวางแผนพัฒนาโครงการสวนเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยใช้พื้นที่กว่า 244 เฮกตาร์ งบประมาณกว่า 1.9 ล้านล้านด่ง โครงการจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะเริ่มระหว่างปี 2560 – 2563 และระยะสองจะเริ่มระหว่างปี 2564 – 2568 โดยจะประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่แปรรูปและผลิตผลิตภัณฑ์ และพื้นที่จัดเก็บสินค้า

คณะกรรมการประชาชนนครเกิ่นเทอมองว่าสวนเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีการเกษตรในนคร และจะส่งผลให้เกิดการเกษตรขั้นสูงในพื้นที่อื่นๆ ตามมา รวมถึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัด

ในช่วงระยะแรก จะเน้นการเตรียมพร้อมขั้นตอนการลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การค้นหาคณะผู้บริหาร โดยจะทำงานร่วมกับนักธุรกิจที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการเกษตรขั้นสูง นอกจากนั้น นครเกิ่นเทอจะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน อาทิ การคมนาคม ไฟฟ้า และระบบชลประทานรอบๆ พื้นที่โครงการสวนเกษตรกรรม ในช่วงระยะสอง โครงการจะเน้นไปที่การค้นคว้าวิจัยทางการเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผลิตผลิตภัณฑ์การเกษตรให้ได้มาตรฐานและปริมาณที่เพิ่มขึ้น เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ สุกร วัว ไก่ เป็ด และอาหารทะเล

โครงการดังกล่าวจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและจังหวัดอื่นๆ ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอีกด้วย ในปัจจุบัน เวียดนามมีโครงการสวนเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 29 แห่ง โดยเปิดใช้งานแล้ว 7 แห่ง

ที่มา หนังสือพิมพ์ The Saigon Tiems Daily วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 หน้า 5

 

11. นครโฮจิมินห์ต้องมีมาตรการป้องกันฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์

ภาพที่ 5 โครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นในนครโฮจิมินห์อาจจะเกิดผลเสียต่ออนาคต

สมาคมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในนครโฮจิมินห์ (HoREA) ได้เสนอให้ทางการออกมาตรการป้องกันปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากราคาที่ดินในนครและชานเมืองปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 หรือบางพื้นที่มากกว่าร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ดินในเขต 9  เขต    Thu Duc อำเภอ Binh Chanh ที่มีราคาเพิ่มขึ้น 20 ล้านด่ง (ประมาณ 880 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อตารางเมตร บริเวณพื้นที่ชานเมืองอย่างเช่นในอำเภอ Can Gio อำเภอ Hoc Mon และอำเภอ Cu Chi มีราคาสูงขึ้นร้อยละ 50 และที่ดินตามถนนหลวงหมายเลข 22 มีราคาสูงถึง 20 ล้านด่งต่อตารางเมตร

นาย Le Hoang Chau ประธานสมาคมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในนครโฮจิมินห์กล่าวว่า มี 4 ปัจจัยหลักที่กำลังก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ 1. การเพิ่มขึ้นของการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน โครงการถนนหลวง โครงการถนนวงแหวน และสะพาน 2. เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างทันท่วงที เช่น มีข่าวว่าอำเภอ Binh Chanh และอำเภอ Hoc Mon ที่อยู่นอกเมืองจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตต่างๆ ในตัวเมืองนครโฮจิมินห์ 3. บริษัทอสังหาริมทรัพย์บางบริษัทได้ประกาศก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ ซึ่งส่งผลให้ราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวพุ่งสูงขึ้น  4. นักเก็งกำไรและนายหน้าขายที่ไม่ซื่อสัตย์ ส่งผลให้เกิดปัญหาค่าที่ดินแพงขึ้น

นาย Chau ยังแนะนำว่าคณะกรรมการประชาชนควรจะออกมาตรการป้องกันปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเร็ว โดยตามกฏหมายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2557 ระบุว่า บุคคลหรือองกรค์ใดๆ จะต้องมีใบรับรองอย่างเป็นทางการในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดิน ดังนั้น นครโฮจิมินห์ควรจะบังคับใช้กฏหมายดังกล่าวให้เข้มข้นขึ้น และป้องกันข่าวต่างๆ ที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์ฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์

ที่มา The Saigon Times Daily วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 หน้า 1

 

*****************************************************************

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในนครโฮจิมินห์