ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

ข่าวเด่นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560

  1. ส่งเสริมการท่องเที่ยว “เกาะไข่มุก” ฝูก๊วก

เวียดนามวางแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี พ..2560 ที่วางไว้สำหรับเกาะฝูก๊วก (จังหวัดเกียนยาง) โดยตั้งเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว 1.8 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 11,000 พันล้านด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจหลายคนมองว่าการวางแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในครั้งปีนี้ของเกาะฝูก๊วกมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้สูง

นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามและชาวต่างชาติจำนวนมากนิยมมาท่องเที่ยวที่เกาะฝูก๊วก เนื่องจากเกาะฝูก๊วกมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอย่างเช่น ชายหาด Sao ชายหาด Ham Ninh ชายหาด Duong Dong ชายหาด Duong To ชายหาด An Thoi และน้ำตก Da Ban นอกจากนั้นยังมีเรือประมงตกหมึกที่พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวออกทะเลตอนกลางคืน ตลาดกลางคืนก็มีผู้ขายสินค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อขายสินค้าเป็นจำนวนมาก

 

รูปที่ 1 โมเดลการสร้างที่พักบนเกาะฝูก๊วก

สืบเนื่องมาจากความงดงามและกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่กล่าวไปข้างต้น นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากล้วนต้องการจะลงทุนในการสร้างรีสอร์ทและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันเกาะฝูก๊วกมีโครงการการลงทุนด้านการท่องเที่ยวจำนวน 220 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนมากกว่า 220,000 พันล้านด่ง

นาย Mai Van Huynh ประธานสภาประชาชนจังหวัดเกียนยางมองว่า ธรรมชาติสร้างให้เกาะฝูก๊วกให้มีความงดงาม แต่ชาวเกาะฝูก๊วกเองก็ต้องช่วยกันสร้างและพัฒนาเกาะและทรัพยากรนี้ให้มีความมั่งคั่งและกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของจังหวัดต้องมุ่งมั่นในการพัฒนาเกาะแห่งนี้ด้วยกัน 3 ด้านคือ (1) พัฒนาและยกระดับการให้บริการและการท่องเที่ยว (2) พัฒนากลไกและมาตรการการส่งเสริมและการโฆษนาการท่องเที่ยวของเกาะ (3) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในธุรกิจการท่องเที่ยว นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่อำเภอเกาะฝูก๊วกต้องช่วยกันตรวจสอบและควบคุมราคาค่าโดยสาร ค่าโรงแรม และค่าบริการ ทั้งยังต้องยกระดับจิตสำนึกของประชาชนภายในเกาะให้ร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่

แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Saigon วันที่ 24/01/2560 หน้าที่ 6

  1. นครโฮจิมินห์มุ่งมันพัฒนาการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เพื่อที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของนครโฮจิมินห์ ในลำดับแรกนครโฮจิมินห์จะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าอยู่อาศัยและพัฒนาตนเองให้เป็นที่ที่มากกว่าการจะมาท่องเที่ยว” ข้อความข้างต้นมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งจากที่ประชุมสัมมนาหัวข้อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในนครโฮจิมินห์

การประชุมสัมมนานี้ถูกจัดขึ้นโดยสภาประชาชนนครโฮจิมินห์ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 300 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหล่าข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศเพื่อที่จะร่วมกันพูดคุยหาแนวทางและความคิดเห็นในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของนครโฮจิมินห์ การประชุมนี้เป็นก้าวแรกในการพัฒนาการท่องเที่ยวแนวทางนี้ของเมือง

นาย Peter Semone ผู้บริหารของบริษัท Destination Human Capital กล่าวว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะต้องปลูกฝังให้คนมีจิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ หากนครโฮจิมินห์ต้องการพัฒนาตนเองให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนควรจะดูตัวอย่างจากนครโคเปนเฮเกน (ประเทศเดนมาร์ก) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมการปล่อยแก๊ส การพัฒนาระบบการจราจร และการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2025 กรุงโคเปเฮเกนตั้งเป้าที่จะเป็นเมืองแรกของโลกที่จะไม่มีการปล่อยแก๊สคาร์บอน ในปัจจุบันโรงแรมร้อยละ 75 และห้องประชุมทุกห้องได้รับใบประกาศการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นาย Peter Semone กล่าวว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวในเวียดนามมักจะบ่นเรื่องปัญหาการจราจร ไม่มีทางเท้าให้เดิน เสียงบีบแตรตลอดเวลา แท็กซี่โก่งราคา และชาวเมืองท้องถิ่นไม่เป็นมิตร ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ภาคการท่องเที่ยวจะต้องให้ความใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยว ดึงดูดให้คนสนใจในการพัฒนาการท่องเที่ยวให้มากขึ้น สร้างระบบกลไกขนส่งอัจฉริยะ และพัฒนาระบบทางเท้า หากต้องการเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะต้องพัฒนาเมืองให้ประชาชนภายในเมืองมีคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

     “เมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะทำให้นักท่องเที่ยวมีประสบการณ์ที่ดี อย่าสนใจกับนักท่องเที่ยวมากไปแต่จงสนใจกับประชาชนในเมือง ต้องถามพวกเขาว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้” นาย Semone กล่าวเสริม

     ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวหลายคนยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของพวกเขา พวกเขากล่าวว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบที่ดีที่สุดเพราะนักท่องเที่ยวจะมีความรับผิดชอบต่อเมือง นักท่องเที่ยวใช้ระบบขนส่งสาธารณะและอาศัยอยู่ในบ้านพักของชาวพื้นเมือง ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และของฝากของชาวพื้นเมือง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติก

  นอกจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐและกลุ่มบริษัทการท่องเที่ยวจะต้องฝึกชาวพื้นเมืองในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่และพัฒนาการให้บริการการท่องเที่ยว

     นาง Barkathunnisha ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท Elevated ยกตัวอย่างประสบการณ์การพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ที่สิงคโปร์ เธอกล่าวว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนคือรูปแบบกระแสการท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบันและสำนักงานการจัดการการท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ล้ำค่า มีเอกลักษณ์พิเศษของพื้นที่ให้กับนักท่องเที่ยว ยกตัวอย่างเช่น ในสิงคโปร์บริษัทท่องเที่ยวได้นำนักท่องเที่ยวไปเยือนฟาร์มของชาวพื้นเมืองเพื่อที่จะเรียนรู้และมีปฎิสัมพันธ์กับชาวท้องถิ่น กระแสการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแนวนี้ และสิงคโปร์เลือกที่จะใช้การท่องเที่ยวอย่างนี้ มากกว่าจะให้ท่องเที่ยวภายในเมืองเพียงอย่างเดียว และยังใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสประสบการณ์อย่างนี้

     “หากพวกเราเชิญนักท่องเที่ยวมาเพื่อที่จะมาดูอะไรเพียงเล็กน้อยที่มีเหมือนกันหมด พวกเราก็จะสามารถขายได้เพียงโปรแกรมการท่องเที่ยวแค่ไม่กี่ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากพวกเราให้ประสบการณ์ที่ดีกับพวกเขาไปด้วย พวกเราจะสามารถสร้างเงินได้มากขึ้น” เธอกล่าวเสริม

แหล่งที่มา http://www.thesaigontimes.vn/156329/TPHCM-hoc-kinh-nghiem-phat-trien-du-lich-trach-nhiem.html วันที่ 19/01/2017 และ http://english.thesaigontimes.vn/52099/HCMC-keen-on-responsible-tourism-development.html วันที่ 20/01/2017

 

  1. ภายในอีก 4 ปีนี้ เงินที่ได้รับจากการท่องเที่ยวจะมีมูลค่ากว่า 35 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ

คณะกรรมการกรมการเมืองได้ออกประกาศตั้งเป้ายอดเงินที่จะได้รับจากการท่องเที่ยวจะมีเงินสะพัดในประเทศมากกว่า 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีพ.. 2563 มากกว่าที่ได้รับจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน พ.. 2559 ถึง 2 เท่าตัว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเป็นหัวใจสำคัญของภาคเศรษฐกิจภายใน 4 ปีนี้ และจะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศถึง 17 ถึง 20 ล้านคน และนักท่องเที่ยวภายในประเทศ 82 ล้านคนต่อปี คณะกรรมการกรมการเมืองได้ออกประกาศ 8 สิ่งที่ต้องทำในการที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้คือ (1) พัฒนาจิตสำนึกและความคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยว (2) พัฒนาระบบการท่องเที่ยวและมาตรการด้านการท่องเที่ยว (3) ปฏิรูปโครงสร้างการท่องเที่ยวใหม่ (4) ลงทุนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน (5) ส่งเสริมการโฆษณา (6) สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับนักลงทุนในการพัฒนาการท่องเที่ยว (7) พัฒนาคุณภาพบุคคลเพื่อเสริมทักษะด้านการท่องเที่ยว (8) ปรับปรุงระบบการจัดการการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ

พื้นฐานการท่องเที่ยวคือการให้บริการและการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะส่งผลสำคัญต่อเศรษฐกิจและก่อให้เกิดสร้างงาน ดังนั้นการมีมาตรการที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวประสบผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ภายในปี พ.. 2563 อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกจังหวัดจะมองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสมอ รัฐบาลจะเร่งสร้างและใช้มาตรการเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยเป้าหมายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างผลิตภัณฑ์หลักของแต่ละท้องถิ่น เช่นผลิตภัณฑ์จากจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเลหรือเกาะ รวมถึงเร่งสร้างคุณค่าพื้นฐานทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในชุมชน

มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะถูกนำมาใช้เพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในภาคส่วนนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะส่งเสริมนักลงทุนท้องถิ่น และในพื้นที่ห่างไกลที่มีศักยภาพพัฒนาการท่องเที่ยว และส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพบุคคล รัฐบาลจะลดค่าน้ำค่าไฟให้กับโรงแรมและสถานที่พักอื่นๆ ให้เท่ากับที่เก็บในโรงงาน นอกจากนั้น รัฐบาลจะออกประกาศภาษีที่ดินที่เหมาะสมสำหรับโครงการด้านการท่องเที่ยวขนาดเล็ก ในส่วนของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศนั้นเวียดนามจะลดขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ กิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาด้านธุรกิจการท่องเที่ยวจะต้องถูกดำเนินการอย่างเร่งด่วน รัฐบาลจะแบ่งสรรปันส่วนเงินงบประมาณสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ที่จอดพักตามถนนที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การขนส่งทางทะเลและท่าเรือต่างๆ สำหรับเรือนักท่องเที่ยวและเรือสำราญ และการให้บริการรถไฟ นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้สายการบินต่างๆ เปิดเที่ยวบินเพื่อเชื่อมต่อเวียดนามและเมืองต่างๆ ที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนาม มาตรการนี้ยังกระตุ้นให้นักลงทุนพัฒนาการท่องเที่ยวแบบผสมผสาน และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในท้องถิ่นที่สำคัญต่างๆ

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเปิดสำนักงานตัวแทนภาคการท่องเที่ยวในตลาดต่างประเทศ แต่หมายถึงให้ตัวแทนของเวียดนามที่อยู่ในต่างชาติส่งเสริมการท่องเที่ยวและการโฆษณาประเทศให้มากขึ้น และยังเรียกร้องให้บริษัทการท่องเที่ยวของเวียดนามเปิดสำนักงานสาขาในต่างประเทศ

ตัวแทนการท่องเที่ยวท้องถิ่นให้สัมภาษณ์ในเชิงบวกว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรที่จะออกมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ เพื่อที่จะทำให้มาตรการนี้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นาย Vu The Binh รองประธานสมาคมการท่องเที่ยวเวียดนามกล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของมาตรการนี้คือความรู้ความเข้าใจของพนักงานผู้ปฏิบัติงานดูแลการท่องเที่ยว ทุกๆ คนต่างเห็นด้วยว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีศักยภาพเพียงพอในการพัฒนาและสามารถเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศได้ ดังนั้นทุกๆ ภาคส่วนและทุกๆ ฝ่าย จะต้องร่วมกันช่วยให้การพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตามนาย Vu The Binh กล่าวว่ายิ่งมาตรการนี้มีความโปร่งใส มีขั้นตอน มีแผนการ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้มาตรการนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในปี พ..2559 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเวียดนามเป็นจำนวน 10 ล้านคน เพิ่มจากปี พ.. 2544 เป็นจำนวน 4.2 เท่าตัว นักท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวน 62 ล้านคน เพิ่มจากปี พ.. 2544 เป็นจำนวน 5.2 เท่าตัว ในปี พ..2559 มีเงินสะพัดในการท่องเที่ยวกว่า 400 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 17.7 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 6.8 ของ GDP หากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP

แหล่งที่มา http://english.thesaigontimes.vn/52057/Tourism-revenue-expected-to-surge-to-US$35-billion-by-2020.html วันที่ 19/01/2017

 

  1. Cai Mep ประตูสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

ตู้เก็บสินค้าที่ท่าเรือ Cai Mep-Thi Vai มีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลในปีที่ผ่านมาหลังจากประสบกับช่วงเวลาที่มีสินค้าในท่าเรือแห่งนี้น้อยมาก ท่าเรือ Cai Mep-Thi Vai ตั้งอยู่ที่ตอนใต้ของจังหวัดบ่าเหรียะ-หวุงเต่า ท่าเรือนี้ไม่เพียงแต่เป็นประตูสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ แต่ยังถูกตั้งเป้าให้เป็นท่าเรือส่งสินค้าที่สำคัญ ตู้เก็บสินค้าที่ขนส่งไปยังสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปทวีปยุโรปจะถูกบรรทุกสินค้าโดยตรงบนเรือที่จอดอยู่ในบริเวณท่าเรือ การส่งออกสินค้าของท่าเรือ Cai Mep-Thi Vai จะมีบริการส่งสินค้าไปสู่สหรัฐอเมริกาด้วยกัน 10 ครั้งต่อสัปดาห์ มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต จำนวน 8,000 – 9,000 ตู้ การส่งของ 3 ใน 10 ครั้งจะถูกส่งจากท่าเรือย่อย CMIT ในบริเวณท่าเรือ Cai Mep-Thi Vai สำหรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าไปยังตลาดทวีปยุโรป มีบริการส่งออกสินค้า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หนึ่งในบริการนั้นมีที่ท่าเรือย่อย TCIT และอีกสองครั้งที่ท่าเรือย่อย CMIT ซึ่งมีความจุสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต จำนวน 14,000-15,000 ตู้ ท่าเรือย่อยในบริเวณท่าเรือนี้ยังมีบริการจัดเก็บและส่งออกสินค้าสู่เอเชียกลาง 7 ครั้ง

สินค้าจากภาคเหนือและภาคใต้ของเวียดนามใช้บริการการส่งของออกไปทวีปยุโรปสองครั้งต่อสัปดาห์ที่ท่าเรือย่อย CMIT ให้บริการโดยบริษัท Ocean 3 และบริษัท CKY(H)E Alliances มีความจุในการเก็บสิ่งของด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต จำนวน 14,000 ตู้ นอกจากนั้นยังมีบริการจัดส่งสินค้าภายในประเทศ 4 ครั้งต่อสัปดาห์และมีปัจจัยที่ดีในการพัฒนาให้เป็นที่ขนย้ายสินค้าภายในประเทศ ในปัจจุบัน CMIT กำลังพยายามเพิ่มขีดความสามารถให้สามารถจุสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตได้ 18,000 ตู้ หากทำได้สำเร็จจะสามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้จากมาเลเซียและสิงคโปร์ นี่จะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างท่าเรือต่างๆ ในบริเวณท่าเรือนี้ นอกจากนั้นการตรวจสอบสินค้าผ่านศุลกากรของท่าเรือมีความผ่อนคลายมากกว่าที่อื่นๆ และเชื่อว่าท่าเรือ Cai Mep จะสามารถเป็นท่าเรือที่สำคัญและสามารถดึงดูดสินค้าได้เป็นจำนวนมากในอนาคต

ในปี พ.. 2559 ตลาดการส่งออกสินค้าทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากมายจากการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรระหว่างบริษัทขนส่งสินค้าจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบที่ดีต่อท่าเรือในเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าเรือ Cai Mep สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือ Cai Mep เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 ในปี พ.. 2559 ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดของโลก (อัตราการเติบโตโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 28.2) ในเดือนตุลาคม ปี พ.. 2559 ท่าเรือย่อย CMIT ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 ท่าเรือที่ดีที่สุดจากเว็บไซต์ Lloyd’s List

 

รูปที่ 2 ประตูทางเข้าท่าเรือนานาชาติ Cai Mep

เพื่อที่จะพัฒนาระบบปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพ ท่าเรือต่างๆ ในบริเวณท่าเรือ Cai Mep-Thi Vai ควรจะร่วมมือกันพัฒนาให้สามารถจัดเก็บสินค้าได้มากขึ้นและให้ความยืดหยุ่นกับลูกค้าให้มากขึ้น ช่องแคบ Cai Mep สามารถรองรับเรือที่โดยสารตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ได้ถึง 160,000 ตัน และเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับท่าเรือนี้ในการขุดให้บริเวณท่าเรือลึก 15.5 เมตร เพื่อที่จะรองรับเรือโดยสารขนาดใหญ่ เนื่องจากเรือส่วนใหญ่ที่ให้บริการจากเอเชีย ไปทวีปยุโรปรองรับตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตได้ 18,000 ตัน และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 20,000 ตัน

รูปแบบการจัดการ “การท่าเรือ” เป็นรูปแบบการจัดการท่าเรือที่ประสบความสำเร็จในท่าเรือใหญ่ๆ ทั่วโลก และรูปแบบที่คล้ายคลึงกันจะถูกนำมาใช้ที่นี่เช่นกัน การก่อตั้งรูปแบบที่คล้ายกันนั้นจะช่วยให้สามารถจัดการกับการลงทุนและส่งเสริมการแข่งขันได้มากขึ้น ตู้เก็บสินค้าในบริเวณท่าเรือจะถูกจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับท่าเรือจะถูกสร้างให้เร็วขึ้นด้วย

แหล่งที่มา http://www.vir.com.vn/cai-mep-portal-to-the-pacific.html วันที่ 23/01/2017

 

  1. มลพิษในแอ่งเก็บน้ำแม่น้ำด่งนายกำลังสร้างปัญหาให้กับหน่วยงานรัฐบาล

รูปที่ 3 มลพิษในอ่างเก็บน้ำด่งนายกำลังสร้างปัญหาให้กับหลายจังหวัดในภาคใต้ของเวียดนาม

หน่วยงานรัฐบาลมีความกังวลกับสถานการณ์ที่ร้ายแรงของมลพิษในแอ่งเก็บน้ำแม่น้ำด่งนาย ความกังวลนี้ถูกนำขึ้นมาพูดคุยระหว่างการประชุมครั้งที่ 10 ของคณะกรรมการการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมในอ่างเก็บแม่น้ำด่งนาย ที่กักเก็บน้ำของแม่น้ำด่งนายครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดคือจังหวัดด่งนาย จังหวัดบิ่ญเซือง จังหวัดบิ่ญเฟือก จังหวัดบ่าเหรียะ-หวุงเต่า จังหวัดเตยนิง จังหวัดลองอาน จังหวัดดั้กนง จังหวัดนิงถ่วน จังหวัดบิ่งถ่วน จังหวัดเลิมด่ง และนครโฮจิมินห์ และกระจายน้ำให้คนมากกว่า 20 ล้านคน ในพื้นที่เขตตัวเมืองและพื้นที่เขตอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามความต้องการการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลกระทบต่อพื้นผิวน้ำในอ่างเก็บน้ำชั้นล่างซึ่งทำให้เกิดมลพิษในบางบริเวณที่สำคัญต่อพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้

นาย Huynh Anh Minh รองประธานสภาประชาชนจังหวัดบิ่ญเฟือกกล่าวว่าจังหวัดบิ่ญเฟือกได้รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำด่งนายผ่านทางแม่น้ำ 3 สาย คือแม่น้ำไซ่ง่อน แม่น้ำแบ๋ และแม่น้ำดาเนิง อย่างไรก็ตามปัญหาที่น้ำเกิดการปนเปื้อนเนื่องมาจากการทิ้งของเสียของอุตสาหกรรมการผลิต เขตพื้นที่อุตสาหกรรม การทำฟาร์มปศุสัตว์ และสถานอนามัย ของเสียจำนวน 29,700 คิวบิกเมตร จะถูกถ่ายเทสู่แม่น้ำในทุกๆ วัน แต่ปัจจุบันกลับตรวจพบเจอผู้กระทำผิดที่ทิ้งของเสียลงแม่น้ำเพียงแค่ 70 รายเท่านั้น ในปี พ.. 2559 ทางการจังหวัดได้ทำการจับและปรับเรือเหมืองแร่ที่ขุดทรายจากแม่น้ำจำนวน 37 ลำ นอกจากนั้นยังปรับเรือบรรทุกทรายจำนวน 15 ลำ ที่ทำการบรรทุกทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

นับตั้งแต่ปี พ.. 2546 การปกป้องแหล่งน้ำในแอ่งเก็บแม่น้ำด่งนายถือว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบของทุกจังหวัดที่ใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน อย่างไรก็ตามกลับมีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา แท้จริงแล้วทุกๆ จังหวัดต่างเห็นด้วยว่าปัญหามันกลับเลวร้ายขึ้น คุณภาพสิ่งแวดล้อมก็กำลังเสื่อมโทรมลงอย่างมาก รายงานประจำปีของคณะกรรมการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้รายงานว่าสภาพน้ำในแอ่งเก็บน้ำด่งนายกำลังถูกปนเปื้อนสารพิษอย่างรุนแรง อุตสาหกรรมภายในเมืองโฮจิมินห์ทิ้งของเสียจำนวนมากลงในแอ่งเก็บน้ำด่งนายทุกวัน แม่น้ำด่งนายเองก็ถูกปนเปื้อนจากการทิ้งน้ำและของเสียจากการผลิต ของเสียภายในครัวเรือน และขยะจากจังหวัดบิ่ญ เซืองและจังหวัดอื่นๆ ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น น้ำในแม่น้ำยังถูกปนเปื้อนโดยสารไดโอซินจากสนามบินเบียนฮว่า

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจังหวัดลองอานกล่าวว่าผู้กระทำผิดมักจะทิ้งขยะของเสียลงในแม่น้ำในพื้นที่ที่ใกล้หรือเชื่อมต่อกันของทั้งสองจังหวัด พวกเขารู้ว่าแม้ว่าจะถูกจับซึ่งๆ หน้า แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาผิดพวกเขาเพราะมันต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันระหว่างสองพื้นที่ว่าจะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างไรดี

แหล่งที่มา http://vietnamnews.vn/environment/349710/dong-nai-basin-pollution-worries-officials.html#Kxf3kBzIThk8wP1v.97 วันที่ 16/01/2017

 

  1. นครโฮจิมินห์จะถอนหุ้นจากบริษัทรัฐวิสาหกิจ 40 แห่ง ภายในปีพ..2563

เมื่อต้นเดือนมกราคมปีนี้ นายกรัฐมนตรีประเทศเวียดนาม นาย Nguyen Xuan Phuc กล่าวว่ามีบริษัทรัฐวิสาหกิจจำนวน 240 แห่งที่รัฐบาลจะถอนหุ้นระหว่างปี พ.. 2559 – 2563

นครโฮจิมินห์จะยังคงถือหุ้นเต็มของบริษัท HCM City Finance and Investment State-owned Company (HFIC) ซึ่งดูแลบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งเช่น บริษัท HCM City House Trade Management Co Ltd บริษัท Gia Dinh Textile และบริษัท Garment Company นอกจากนั้นนครโฮจิมินห์จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 50 ถึงร้อยละ 65 ในบริษัท Sai Gon Industry Corporation (CNS) บริษัท 27-7 HCM City Co Ltd และ บริษัท HCM City Greenery Parks Co Ltd และจะถือหุ้นน้อยกว่าร้อยละ 50 ในอีก 24 บริษัทเช่น บริษัท Saigontourist Holding Company (Saigontourist) บริษัท Sai Gon Trading Group (Satra) บริษัท Sai Gon Transportation Mechanical Corporation (Samco) บริษัท Sai Gon Water Corporation (Sawaco) และบริษัท Sai Gon Jewelry Company (SJC) บริษัทต่างๆ ข้างตนล้วนแต่เป็นบริษัทที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากที่จะเข้ามาลงทุนต่อเนื่องมาจากบริษัทข้างต้นมีชื่อเสียงดี มีขนาดธุรกิจใหญ่ และมีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก

บริษัท Satra เป็นหนึ่งในบริษัทธุรกิจขายสินค้าและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม บริษัทมีกำไรในแต่ละปีหลายหมื่นล้านด่ง ในปัจจุบันบริษัทกำลังพัฒนาระบบเครือข่ายค้าปลีกซึ่งมีจำนวนร้านค้ามากกว่า 100 ร้านและจะขยายเครือข่ายในปี พ.. 2560 นอกจากนั้นบริษัทยังถือหุ้นในบริษัทค้าขายอาหารและเครื่องดื่มใหญ่ๆ บางแห่งเช่น บริษัท Vissan ที่เป็นผลิตสินค้าอาหารสดและอาหารแช่แข็งชั้นน้ำ บริษัท Heineken Viet Nam ที่เป็นบริษัทผลิตเบียร์ที่ใหญ่ลำดับ 2 ของประเทศและทำรายรับให้กับบริษัทในแต่ละปีกว่า 2 หมื่นล้านด่ง

นอกจากนั้นบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น บริษัท Saigontourist ยังเป็นหนึ่งในบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำที่ให้บริการที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจการท่องเที่ยว บริษัทเป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่งในนครโฮจิมินห์ บริษัท Samco เป็นบริษัทที่ให้บริการหลายส่วนซึ่งส่วนหลักคือการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์การคมนาคมขนส่ง บริษัทยังจัดจำหน่ายยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และการให้บริการสำหรับผู้ใช้รถยนต์ บริษัท SJC เป็นหนึ่งในผู้นำการขายเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามควบคู่ไปกับบริษัท Phu Nhuan Jewelry Joint Stock Company และบริษัท Doji Gold and Gem Group บริษัท SJC มีเครือข่ายในอีก 23 บริษัทย่อย สำนักงานสาขา 6 แห่ง บริษัทสมาชิกอีก 6 แห่ง และลงทุนในอีก 13 ธุรกิจอื่นๆ บริษัทมีเครือข่ายร้านค้ากว่า 200 ร้านและมีร้านสมาชิกกว่าอีก 3,000 ร้านค้า นอกจากนั้นบริษัท Sawaco ก็เป็นบริษัทที่ให้บริการในการผลิตและขายน้ำสะอาดให้แก่นครโฮจิมินห์ บริษัทเป็นผู้ผูกขาดการตลาดในการกระจายและดูแลน้ำสะอาดภายในเมือง

แหล่งที่มา http://www.vir.com.vn/hcm-city-set-to-divest-from-40-soes-by-year-2020.html วันที่ 21/01/2017

 

                                           ********************************************

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจนครโฮจิมินห์