ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นประจำเดือนธันวาคม 2562 (2)

เวียดนามเล็งประกาศใช้กฎระเบียบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-money) เป็นครั้งแรก

ในปี 2562 ธนาคารกลางเวียดนาม (The State Bank of Vietnam – SBV)กำลังดำเนินการแก้ไขกฤษฎีกาหมายเลข101ที่ถูกร่างขึ้นเมื่อปี 2555 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสด (non-cash payment) ซึ่งเมื่อบังใช้จะถือเป็นการนำร่องระเบียบการใช้E-money เป็นครั้งแรก

E-money คือ มูลค่าเงินตราซึ่งถูกเก็บในรูปแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้บริโภคสามารถชำระเงินแก่ธนาคารสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (foreign bank branches) หรือตัวกลางให้บริการด้านการเงิน โดยมีมูลค่าเทียบเท่ากับที่ธนาคารค้ำประกันได้ โดย E-money อาจอยู่ในรูปแบบของบัตรเติมเงิน E-wallet หรือเงินที่อยู่ในโทรศัพท์ ซึ่งธนาคารในประเทศและสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ สามารถให้บริการ E-money ผ่านการออกบัตรเติมเงิน ในขณะที่ตัวกลางให้บริการด้านการเงิน จะให้บริการในรูปแบบ E-wallet และการเติมเงินในโทรศัพท์

ทั้งนี้ บัตรเติมเงินและ E-walletเป็นที่นิยมมากกว่าการเติมเงินในโทรศัพท์ กฤษฎีกาดังกล่าวได้กำหนดให้การเติมเงินในโทรศัพท์อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของบริษัทธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งจะได้รับการอนุมัติในการเป็นตัวกลางให้บริการด้านการเงินและทำการยืนยันตัวผู้ใช้บริการโทรศัพท์ผ่านฐานข้อมูลของผู้ให้บริการเครือข่าย

อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้รับอนุมัติการให้บริการ E-money ในรูปแบบการเติมเงินโทรศัพท์ บริษัทธุรกิจโทรคมนาคมจะต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข อาทิ ด้านเงินลงทุนแผนการดำเนินงาน บุคลากร และระบบเทคโนโลยี เป็นต้น นอกจากนั้น ผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะต้องใช้มาตรการตรวจสอบความถูกต้องของผู้ใช้บริการหรือลูกค้า (Know Your Customer – KYC) อย่างเข้มงวดเพื่อสร้างพื้นที่ฐานเก็บข้อมูล (datastores) ให้มีความถูกต้องแม่นยำและมีมาตรการในการป้องกันข้อมูลจากการรั่วไหลของการโอนเงินและการทำธุรกรรมทางการเงิน

แหล่งที่มา: Vietnam Law & Legal Forum วันที่ 3 ธันวาคม  2562

URL: http://vietnamlawmagazine.vn/first-ever-regulations-on-e-money-to-be-issued-16952.html 

 

นครดานังประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 นครดานังได้จัดการประชุมคณะกรรมการประชาชนนครครั้งที่ 19 เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินนโยบายในปี 2563 ซึ่งจะเน้นไปที่การออกนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้น

นาย Truong Quang Nghia เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครดานัง รายงานว่า มูลค่า GRDP ของจังหวัดในปี 2562 เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ไปแล้วกว่าร้อยละ 9 และจะมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในนครให้มากขึ้นอีก ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี (ค.ศ. 2021-2025) แผนการลงทุนภาครัฐ 5 ปี (ค.ศ. 2021-2025) และแผนปรับผังเมืองของนครถึงปี ค.ศ. 2030 โดยมีวิสัยทัศน์ถึงปี ค.ศ. 2045

นอกจากนี้ นครดานังจะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน/สาธารณูปโภค อาทิ การจัดการปัญหาจราจรติดขัด เร่งลงทุนในโครงการบำบัดน้ำ โดยเฉพาะโครงการในเขตตะวันออกของนคร การป้องกันการกัดเซาะและมลภาวะตามแนวชายฝั่งและปัญหาขยะมูลฝอย โดยเฉพาะพื้นที่ฝังกลบขยะ Khanh Son ส่วนในด้านความมั่นคง นาย Nghia ต้องการแก้ปัญหาอาชญากรรมทั้งหมด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ฆาตกรรมและการลักทรัพย์ และวางระเบียบพื้นที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะในเขตที่พักของชาวต่างชาติ

แม้ว่าในปี 2562 นครดานังจะประสบปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการโดยรวมของนครบ้าง แต่นครยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการและมีนักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้นครสามารถบรรลุเป้าหมายจัดเก็บรายได้ประจำปีที่ 28.17 ล้านล้านด่ง (1.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 102.9 ของเป้าหมายประจำปี และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 นอกจากนี้ ประมาณการว่าภาคการบริการของนครมีมูลค่าเพิ่มถึงร้อยละ 8 และมีนักท่องเที่ยวกว่า 8.69 ล้านคน ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 106.1 ของเป้าหมายประจำปี และเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561

แหล่งที่มา: TuoiTre Online วันที่ 4 ธันวาคม 2562

URL: https://tuoitre.vn/da-nang-tung-nhieu-chinh-sach-uu-dai-day-manh-thu-hut-dau-tu-2019120419094933.htm

 

นครโฮจิมินห์ควรเก็บงบประมาณรายได้ไว้สำหรับนครจำนวนหนึ่งในสาม

นาย Nguyen Thanh Phongประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์รายงานในการประชุมสภานิติบัญญัติเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 ว่า นครโฮจิมินห์มีอัตราการเก็บรายได้ไว้ที่นครเองน้อยที่สุดในโลก และต้องการจะปรับอัตราส่วนดังกล่าว ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีระหว่าง 2559-2563 นครโฮจิมินห์ได้รับอนุญาตให้เก็บรายได้ประจำปีไว้ประมาณร้อยละ 18 ถือเป็นอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดในโลก และจะต้องส่งเงินที่เหลือเข้าสู่งบประมาณส่วนกลางแผ่นดินต่อไป เปรียบเทียบกับกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ที่จัดเก็บรายได้ไว้เองร้อยละ 30 ในขณะที่ กรุงออสโล นอร์เวย์ จัดเก็บรายได้ไว้เองร้อยละ 60 ซึ่งสูงที่สุดในโลก

ในฐานะที่นครโฮจิมินห์เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศและมีรายได้สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกจังหวัด จึงมีแผนที่จะขออนุญาตเพิ่มอัตราส่วนในการเก็บรายได้เป็นร้อยละ 24ระหว่างปี 2564-2568 และเพิ่มเป็นร้อยละ 33ในระหว่างปี 2569-2573 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เคยได้รับเมื่อปี 2546 เพื่อให้นครโฮจิมินห์มีงบประมาณเพียงพอในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงเป็นแหล่งรายได้งบประมาณแผ่นดินสูงที่สุดต่อไป     

นครโฮจิมินห์มีประชากรรวมชาวต่างชาติที่มาอยู่อาศัยและทำงาน 13 ล้านคน เป็นหนึ่งในจังหวัดที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับการดำเนินงานของนครเอง และยังสามารถส่งรายได้จำนวนมากสู่ส่วนกลางด้วย ในปี 2561 นครโฮจิมินห์มีรายได้กว่า 378 ล้านล้านด่ง (1.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 จากปี 2560 และในปีนี้ ประมาณการว่าจะมีรายได้มากถึง 412 ล้านล้านด่ง (1.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 27 ของรายได้ของทั้งประเทศ

ในปี 2562 นครโฮจิมินห์ตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้รายได้ 400 ล้านล้านด่ง (1.73 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงกว่า นครฮานอย นครไฮฟอง นครดานังและนครเกิ่นเทอ รวมกัน 1.1 เท่า โดยมีมูลค่ารวม 365.9 ล้านล้านด่งขณะนี้ นครโฮจิมินห์จัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายกว่าร้อยละ 3.3 แล้ว สำหรับอัตราส่วนในการเก็บรายได้ไว้สำหรับใช้ในการบริหารงานท้องถิ่นในนครฮานอยนครไฮฟองนครดานังและนครเกิ่นเทอในช่วงระหว่างปี 2559-2563 มีมูลค่าที่สูงกว่านครโฮจิมินห์ที่ร้อยละ 35, 78, 68 และ 91 ตามลำดับ

แหล่งที่มา: E.vnexpressวันที่ 9 ธันวาคม  2562

URL: https://e.vnexpress.net/news/news/hcmc-should-keep-one-third-of-budget-revenues-for-itself-chairman-4024463.html

 

นครโฮจิมินห์และภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงร่วมมือมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนครโฮจิมินห์และจังหวัดในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 13 จังหวัดร่วมลงนามความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างปี 2563-2568 ใน 6 ด้าน ได้แก่ (1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว (2) ด้านการตลาด (3) การส่งเสริมการท่องเที่ยว (4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HR) (5) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว (6) การพัฒนาการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

โดยนาย Duong Thanh Trung ประธานคณะกรรมประชาชนจังหวัดบากเลียวเห็นศักยภาพว่าพื้นที่ดังกล่าวมีแต่การบริหารจัดการการท่องเที่ยวยังพัฒนาได้ไม่ดีพอ ความร่วมมือนี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจและสังคมของนครโฮจิมินห์และพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นาย Doan Tan Buu รองประธานคณะกรรมการของจังหวัดด่งท้าปกล่าวว่าแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคยังไม่น่าสนใจและไม่มีเอกลักษณ์ของตนเองการท่องเที่ยวยังคงมีความคล้ายคลึงกันในหลายพื้นที่จึงไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้โดยเห็นว่าต้องมีการเร่งลงทุนในด้านสาธารณูปโภคการคมนาคมทั้งทางน้ำและทางบกเพื่อให้สามารถเชื่อโยงกับนครโฮจิมินห์และเมืองอื่นๆ

นาย Nguyen Thanh Phong ประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ชี้ว่า ในปี 2562 นครโฮจิมินห์มีบริษัทท่องเที่ยวเกือบ 1,500 แห่ง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยือนราว 8.5 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวในประเทศราว 32.7 ล้านคนหาก 2 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในบริเวณนครโฮจิมินห์และต่อไปยังลุ่มแม่น้ำโขงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในบริเวณนี้ได้มากนอกจากนี้ การท่องเที่ยวของนครโฮจิมินห์และบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิง MICE การซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค อาหาร ความบันเทิง และวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นชาวใต้อย่างชัดเจน รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย จึงเป็นปัจจัยดึงดูดให้แก่นักท่องเที่ยวมาเพิ่มมากขึ้นแต่ยังขาดการบูรณาการความร่วมมือกันจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากภูมิภาคนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นาย Nguyen Thien Nhanเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครโฮจิมินห์ กล่าวว่า นครโฮจิมินห์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดได้เพียงลำพังเพราะมีเพียงศูนย์การค้าและศูนย์จัดแสดงนิทรรศการ/การประชุมเท่านั้น ไม่มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและด้านวัฒนธรรมจึงเรียกร้องให้จังหวัดในภูมิภาคควรร่วมมือกัน จึงพัฒนาและกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวและผลักดันธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดบริษัทรายใหญ่ให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาครวมถึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพักอาศัยในเวียดนามนานขึ้นด้วยอนึ่ง ในปี 2562 ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีนักท่องเที่ยวมาเยือนราว 47 ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ค้างแรมราว 13.5 ล้านคน โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 30 ล้านล้านด่ง (เกือบ 1.3พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

แหล่งที่มา : The Saigon Times วันที่ 16 ธันวาคม 2562 และหนังสือพิมพ์ VietnamNews วันที่ 17 ธันวาคม 2562

URL: https://english.thesaigontimes.vn/73538/hcmc-mekong-delta-localities-cut-deal-to-rev-up-tourism-cooperation-.html

 

Matsumoto Kiyoshi บุกเวียดนาม เปิดสาขาแรกในโฮจิมินห์

เมื่อวันที่16 ธันวาคม 2562 บริษัท Matsumoto Kiyoshi Holdings (มัทสึโมโตะ คึโยชิ) ประกาศร่วมมือกับบริษัท Lotus Food Group เปิดร้านค้าเพื่อสุขภาพและความงาม Matsumoto Kiyoshi ทุนจดทะเบียนรวม 3.15 หมื่นล้านด่ง (ประมาณ 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยบริษัท Matsumoto Kiyoshi ถือหุ้นส่วนร้อยละ 51 และ Lotus Food Groups ถือหุ้นส่วนร้อยละ 48.87 และนาง Le Van May ประธานบริษัท Lotus Foods Groups ถือหุ้นร้อยละ 0.13 ร้านค้าดังกล่าวจะเปิดให้บริการในปลายเดือนมีนาคมปี 2563 ตั้งอยู่ที่เขต 1 นครโฮจิมินห์และคาดว่าจะขยายสาขาเปิดให้บริการทั่วประเทศภายใน 5 ปี

ร้าน Matsumoto Kiyoshi (มัทสึโมโตะ คึโยชิ) เป็นร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง สินค้าสุขภาพและความงามจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีสินค้าจากประเทศอื่นๆและเวียดนามจนถึงสินค้าพิเศษอื่นๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Blanc White และ Argelan โดยในช่วงแรกจะจำหน่ายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก่อน จากนั้นจึงจำหน่ายเวชภัณฑ์ต่อไป ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ศึกษาข้อมูลผู้บริโภคชาวเวียดนามที่เดินทางไปญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา พบว่ามีชาวเวียดนามมาซื้อผลิตภัณฑ์จากร้าน Matsumoto Kiyoshi ประมาณ389,000 คน และมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 150 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นาย Hiroki Miyaoka ผู้บริหารของ บริษัท Matsumoto Kiyoshi ในเวียดนามกล่าวว่า สินค้าญี่ปุ่นได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคของเวียดนามมานานแล้วนอกจากนี้ บริษัท Minitel ที่ทำการสำรวจด้านการตลาดยังกล่าวอีกว่าในปี 2561 ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในเวียดนามมีมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดนส่วนใหญ่มีรูปแบบร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่

สินค้าญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะเจาะตลาดในเวียดนามสูง เนื่องจากยอดขายเครื่องสำอางญี่ปุ่นคิดเป็นร้อยละ 17 ของยอดขายเครื่องสำอางต่างประเทศในเวียดนามรองจากเกาหลีใต้และสหภาพยุโรปและ ร้าน Matsumoto Kiyoshiจะเป็นร้านสุขภาพและความงามของญี่ปุ่นแห่งแรกในเวียดนาม อนึ่ง บริษัท Matsumoto Kiyoshi Holdings ก่อตั้งเมื่อปี 2475 มีสาขาร้านค้าในญี่ปุ่นถึง 1,650 แห่งมีรายได้ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2561 มีสาขาในไทย 34 สาขา และในไต้หวัน 5 สาขา และโดยเวียดนามจะเป็นตลาดนอกประเทศแห่งที่ 3 ของบริษัท

แหล่งที่มา : The Saigon Times วันที่ 17 ธันวาคม 2562

URL : https://english.thesaigontimes.vn/73574/first-matsumoto-kiyoshi-store-to-open-in-hcmc.html