ธุรกิจ

ข่าวสารธุรกิจที่น่าสนใจ : ข่าวเด่นวันที่ 21-31 กรกฎาคม 2562

เวียดนามเล็งจัดเก็บภาษี E-Commerce

เมื่อวันที่13 มิถุนายน 2562 สมัชชาแห่งชาติของเวียดนามได้ผ่านข้อกฎหมายทางภาษีฉบับใหม่ (LTA) โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติจำนวนมากที่จำหน่ายสินค้าและให้บริการในประเทศเวียดนามผ่านธุรกรรมแบบดิจิทัลและ E-commerce ทั้งนี้ กฤษฎีกา 52/2013 / ND-CP ได้กำหนดในมาตรา 3.1 เกี่ยวกับคำนิยาม “E-commerce” ซึ่งหมายถึง “การทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์บางส่วนหรือทั้งหมดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเครือข่ายโทรคมนาคมหรือเครือข่ายแบบเปิดอื่นๆ” ซึ่งครอบคลุมเฉพาะธุรกรรมภายในประเทศเท่านั้น ในขณะที่กฎหมายฯ ฉบับใหม่จะมีขอบเขตทางกฎหมายที่กว้างขึ้น หมายรวมถึงธุรกิจดิจิทัลของผู้ประกอบการต่างชาติที่ไม่ได้จัดตั้งบริษัทในเวียดนาม แต่ทำธุรกรรมชำระเงินผ่านช่องทาง E-commerce ซึ่งมิได้จ่ายภาษีต่อรัฐบาลเวียดนามเนื่องจากไม่มีการจดทะเบียนในเวียดนาม

ข้อกฎหมายฯ ดังกล่าวมีนัยยะทางกฎหมายต่อองค์กร 3 ประเภท ได้แก่ (1) หน่วยงานของรัฐในที่นี้คือธนาคารแห่งชาติเวียดนามซึ่งจะเข้ามารับผิดชอบหน้าที่การประสานงานกับหน่วยงานด้านภาษีเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรม E-commerce (2) ธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีในนามของผู้ประกอบการต่างชาติที่ดำเนินกิจกรรมด้าน E-commerce ในเวียดนามซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของธนาคาร อย่างไรก็ดียังไม่มีการกำหนดบทลงโทษในกรณีไม่ปฏิบัติตาและลำดับสุดท้ายคือ (3) ผู้ประกอบการต่างชาติที่มิได้จัดตั้งธุรกิจในเวียดนามอย่างถาวรอย่างเป็นทางการและจัดหาสินค้าและบริการในเวียดนามจะต้องลงทะเบียนสำแดงและจ่ายภาษีในเวียดนามหรือมอบอำนาจให้ผู้แทนอื่นชำระแทน นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการต่างชาติที่ไม่มีการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในเวียดนาม แต่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามอาจจะมีภาระด้านการจัดทำรายงานด้านภาษีเพิ่มมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ดีกระทรวงการคลังเวียดนามจะจัดทำแนวปฏิบัติในรายละเอียดเพื่อเผยแพร่ต่อไป

ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์ดำเนินธุรกิจโดยใช้ E-commerce ควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและใช้งานบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เชื่อถือได้เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในเวียดนามเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายเวียดนาม

อ้างอิงจาก รายงานเรื่อง “taxation of e-commerce in Vietnam” โดยบริษัทที่ปรึกษา KPMG เวียดนาม วันที่ 2 กรกฏาคม 2562

https://tbavietnam.org/news/useful-information/taxation-of-e-commerce-in-vietnam/

 

เวียดนามตั้งเป้าปั้นนครดานังให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลและโลจิสติกส์ของภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทที่ปรึกษา Sakae Corporate Advisory และ Surbana Jurong ของสิงคโปร์จะช่วยนครดานังปรับแผนแม่บท รวมถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจจนถึงปี 2573 และวิสัยทัศน์สำหรับปี 2588 เพื่อพัฒนานครให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลและโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน 25 ปีข้างหน้า โดยเรียนรู้การพัฒนาจากตลาดการท่องเที่ยวชั้นนำทั้งเกาหลีใต้ จีนและญี่ปุ่น ซึ่งจะยื่นเสนอให้รัฐบาลนครอนุมัติภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ทั้งนี้ นครดานังได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมการสัมนาการท่องเที่ยวเชิงให้รางวัลและนิทรรศการนานาชาติ (MICE) หลายครั้งและคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และเกษียณอายุจำนวนมาก จึงต้องมีการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ให้บริการหลากหลาย รวมถึงจัดตั้งโรงพยาบาลและคลินิกเอกชน ตลอดจนสร้างมาตรการทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียยุโรป และอเมริกา ในขณะเดียวกัน นครดานังยังต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลายด้าน อาทิ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือ ท่าอากาศยาน รถไฟ และถนนกับสังกัดโดยรอบ รวมถึงระบบการจัดเก็บโกดังสินค้าและการขนส่ง โดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการขนส่งอย่างแท้จริง ตลอดจนย้ายทางหลวงสายหลักที่ตัดผ่านไปรอบนคร เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัดและอุบัติเหตุกลางเมืองและการขยายถนนทั้งเส้นทางหลักของประเทศและทางด่วนให้เชื่อมต่อกับท่าเรือ Lien Chieu และ Tien Sa ในภาคกลางซึ่งท่าเรือ Tien Sa ถือเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ อาทิ สิงคโปร์ ไทย และฟิลิปปินส์ ในขณะเดียวกัน หน่วยงานของนครได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาปรับการแบ่งโซนเมืองใหม่และเร่งดำเนินการตามแผนแม่บทฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาระดับภูมิภาคและระดับโลก

อ้างอิงจาก The Saigon Times วันที่ 23 กรกฎาคม 2562

https://english.thesaigontimes.vn/70017/plans-afoot-to-turn-danang-into-sea-tourism-hub-logistics-center.html

 

เกษตรกรเวียดนามยังขาดเทคนิคในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

ผลผลิตทางการเกษตรของเวียดนามมีคุณภาพลดลงโดยเฉพาะผัก เนื่องจากขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บรักษาและวิธีแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว โดยยังใช้วิธีการแบบดั้งเดิมซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่าไทยและฟิลิปปินส์ ทำให้สูญเสียรายได้ในการส่งออกผลผลิตการเกษตรกว่าร้อยละ 30 - 40 และเกษตรกรท้องถิ่นมีกำไรน้อยลง

นาย Dang Phuc Nguyen เลขาธิการสมาคมผักและผลไม้เวียดนาม Vietnam Fruit and Vegetable Association (Vinafruit) เปิดเผยว่า เวียดนามส่งออกผักในปี 2561 ส่วนใหญ่เป็นชา พริกไทยและข้าว มูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีมูลค่าการส่งออกผักอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าภายในสิ้นปี 2562 นี้จะมีมูลค่าถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่ามูลค่าทางการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ขั้นสูงยังมีจำนวนน้อย ในขณะเดียวกัน ผลไม้ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของภาคเกษตรในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การส่งออกผลไม้ดิบและผลไม้แปรรูปขั้นต้นของเวียดนามยังมีความได้เปรียบทางการแข่งขันน้อยเมื่อเทียบกับชาติอื่น ทั้งนี้ ความสนใจด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ยังได้รับความสนใจในระดับต่ำจากต่างประเทศโดยคิดเป็นร้อยละ 1 เท่านั้น นาย Dang Phuc Nguyen ได้ให้คำแนะนำให้เวียดนามลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

อ้างอิงจาก The Saigon Times วันที่ 25 กรกฎาคม 2562

https://english.thesaigontimes.vn/70072/vietnam%E2%80%99s-vegetable-processing-techniques-remain-poor-vinafruit.html