ข้อมูลสำหรับคนไทย

กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ

สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

(Intellectual Property Rights) มี 3 หมวด คือ

  1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม สิ่งประดิษฐ์ (สิทธิบัตร) เครื่องหมายการค้าและการตกแต่งทางพันธุกรรมพืช
  2. ารคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้านงานศิลปะ วรรณกรรมและศิลปะดั้งเดิม เพลง ผลงานทางโทรทัศน์ ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล การออกแบบสถาปัตยกรรม การสร้างสรรค์การโฆษณาและมัลติมีเดีย
  3. กลยุทธ์เชิงพาณิชย์ ความลับทางการค้า เช่น กระบวนการผลิตอย่างรวดเร็ว

เครื่องหมายการค้า

เป็นการปกป้องชื่อผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้า โดยป้องกันไม่ให้ธุรกิจอื่น ๆ ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์หรือสินค้าภายใต้ชื่อเดียวกันกับที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว

ลิขสิทธิ์

สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้ประดิษฐ์ได้ริเริ่มโดยการใช้สติปัญญาความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะของตนเองในการสร้างสรรค์ โดยไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น โดยงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครอง

กฎหมายลิขสิทธิ์

กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศจะคุ้มครองลิขสิทธิ์ผลงานของนักเขียน ศิลปินนักแต่งเพลงและบุคคลที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้สร้างสรรค์งานจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทันทีหลังจากที่ผลิตผลงานและลิขสิทธิ์จะได้รับความคุ้มครองต่อไปอีก 70 ปี นับถัดจากปีที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานเสียชีวิต กฎหมายลิขสิทธิ์ปกป้องการลอกเลียนแบบผลงานซึ่งจะได้รับการคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศตามบทบัญญัติลิขสิทธิ์โดยไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการคัดลอกหรือทำสำเนาผลงานที่ได้มาถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล

กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองแก่งานสร้างสรรค์ 9 ประเภท ได้แก่

  1. งานวรรณกรรม ( หนังสือ จุลสาร สิ่งพิมพ์ คำปราศรัย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ )
  2. งานนาฎกรรม ( ท่ารำ ท่าเต้น ฯลฯ )
  3. งานศิลปกรรม ( จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปประยุกต์ ฯลฯ )
  4. งานดนตรีกรรม ( ทำนอง ทำนองและเนื้อร้อง ฯลฯ )
  5. งานสิ่งบันทึกเสียง ( ซีดี )
  6. งานโสตทัศนวัสดุ ( วีซีดี ดีวีดี ที่มีภาพหรือมีทั้งภาพและเสียง )
  7. งานภาพยนตร์
  8. งานแพร่เสียงและภาพ
  9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ

ศูนย์ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ (CIAPC) ตั้งอยู่ในกรุงเฮลซิงกิ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1979 กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมฟินแลนด์ (www.minedu.fi)

การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัพย์สินทางปัญญาโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สิทธิในทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมและลิขสิทธิ์  กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาลิขสิทธิ์ การพัฒนาของกฎหมายลิขสิทธิ์ และการเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ สิทธิในทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม เช่น สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการจ้างงานและเศรษฐกิจ

สิทธิบัตร

สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพื่อให้ได้สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การประดิษฐ์รถยนต์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือการออกแบบขวดบรรจุน้ำดื่ม ขวดบรรจุน้ำอัดลม หรือการออกแบบลวดลายบนจานข้าว ถ้วยกาแฟ  เป็นต้น

การจดสิทธิบัตร หากผู้สมัครมิได้มีภูมิลำเนาในฟินแลนด์ สามารถแต่งตั้งตัวแทนหรือทนายความที่อาศัยอยู่ในเขตยุโรปทำการแทนได้ที่สำนักงานทะเบียนและสิทธิบัตร ( Finnish Patent and Registration Office: PRH ) ทนายความและตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งจะต้องเป็นประเภททนายความที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายฟินแลนด์ ดังต่อไปนี้

  • ทนายความด้านสิทธิบัตร
  • ทนายความด้านเครื่องหมายการค้า
  • ทนายความด้านการออกแบบ
  • ทนายความด้านทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม

การจดสิทธิบัตรตามกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สามารถทำได้ในด้านของเทคโนโลยี การสร้างสิ่งประดิษฐ์ประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม รวมถึงสิทธิในการใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์เชิงพาณิชย์

ข้อยกเว้นที่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ มีดังนี้

  1. การค้นพบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และวิธีการทางคณิตศาสตร์
  2. การสร้างสรรค์ความงาม
  3. เครื่องมือแสดงการทำงานของสมองในการเล่นเกมส์ การทำธุรกิจ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์
  4. การนำเสนอข้อมูลวิธีการผ่าตัดรักษา หรือการรักษาโรค หรือวิธีการวินิจฉัยเพื่อการปฏิบัติต่อมนุษย์

กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Law)

สัญญาเช่าพื้นที่

ในฟินแลนด์จะเกี่ยวกับกฎหมายการเช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจหรือที่อยู่อาศัย โดยกฎหมายกำหนดว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าพักอาศัยในสถานประกอบธุรกิจได้ ผู้ประกอบการต้องมีที่พักอาศัยแยกอยู่ต่างหาก

ข้อแนะนำหลักฐานการชำระเงินค่าเช่าอาคารพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ สามารถนำมาเป็นค่าลดหย่อนการจ่ายภาษีการประกอบธุรกิจได้ตามกฎหมาย

ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องลงนามในสัญญาเช่าที่กำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขในการเช่าเป็นลายลักษณ์อักษรและระบุข้อกำหนด ดังนี้

  1. จำนวนเงินค่าเช่าที่ผู้เช่าจะต้องจ่ายในจำนวนที่แน่นอน
  2. สภาพของสถานที่ให้เช่า
  3. ระยะเวลาของการครอบครอง (ทั้งแบบมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการเช่า หรือแบบไม่มีกำหนดสิ้นสุดการเช่า)
  4. วันที่และวิธีการชำระเงิน
  5. ตกลงข้อเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  6. เงินประกัน

การสิ้นสุดสัญญาเช่า กรณีที่ไม่ได้ระบุเวลากำหนดสิ้นสุดการเช่า หากต้องการจะเลิกสัญญาเช่าจะต้องแจ้งล่วงหน้า ดังนี้

  • ผู้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน
  • ผู้ให้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 - 6 เดือน

วันที่ต้องย้ายออกจากที่เช่าคือ หนึ่งวันถัดมาของวันสิ้นสุดของสัญญาเช่า ซึ่งต้องไม่เป็นวันหยุดราชการ ดังนั้น หากข้อตกลงของสัญญาเช่าดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันศุกร์ วันที่ต้องย้ายออกมาจะเป็นวันจันทร์ถัดไป ถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ วันย้ายออกจะเป็นวันอังคาร

กฎหมายแรงงาน

การทำงานในฟินแลนด์จะอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน ซึ่งมีผลคุ้มครองกับลูกจ้างทุกคนและทุกสัญชาติ กฎระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายค่าล่วงเวลา ชั่วโมงการทำงานวันหยุดพักผ่อน การลาป่วย และค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปตามสัญญาข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 

 

สัญญาข้อตกลงร่วม

นายจ้างและลูกจ้างต้องทำข้อตกลงร่วมในเรื่องชั่วโมงการทำงาน ระยะเวลาการจ่ายค่าจ้าง การลาป่วย และค่าจ้างในวันหยุด 

 

สัญญาจ้างงาน

 นายจ้างและลูกจ้างได้ทำข้อตกลงร่วมกันโดยการทำสัญญาจ้างงานจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และมีรายละเอียด ดังนี้ 

 

  1. ชื่อของนายจ้างหรือองค์กร ชื่อของพนักงาน ลักษณะของการทำงานหรือตำแหน่งงาน หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และสถานที่ทำงาน
  2. วันที่เริ่มต้นของการจ้างงาน
  3. ระยะเวลาการจ้างงาน เวลาในการทำงานและหน้าที่ความรับผิดชอบ
  4. ระยะเวลาการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้าง หรือการลาออก
  5. ระยะเวลาทดลองงานและค่าจ้างทดลองงาน
  6. เงินเดือนและระบุช่วงเวลาที่จ่ายเงินเดือน
  7. วันหยุด

 นอกจากนี้ หากมีข้อตกลงอื่นโดยวาจาซึ่งมิได้ปรากฎในสัญญาจ้างงานในระยะสั้น ขอแนะนำให้มีพยานจำนวน 2 คน เป็นผู้รับรู้ในข้อตกลงนั้น ถ้าหากการจ้างงานขยายเวลาต่อไปเกิน 1 เดือน นายจ้างต้องทำข้อตกลงให้เป็นลายลักษณ์อักษร และข้อตกลงใดที่ริดรอนสิทธิและผลประโยชน์ในการคุ้มครองลูกจ้าง ข้อตกลงร่วมกันนั้นจะถือเป็นโมฆะ 

 

เวลาทำงาน

  • ชั่วโมงการทำงานปกติสูงสุด 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ในระยะเวลาสองสัปดาห์ ชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกิน 80 ชั่วโมง
  • ในระยะเวลาสามสัปดาห์ ชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกิน 120 ชั่วโมง
  • ชั่วโมงการทำงานอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อตกลงร่วม แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน เช่น ในสถานที่ทำงานจำเป็นต้องมีตารางการทำงานของลูกจ้างล่วงหน้า แสดงเวลาเริ่มต้นการทำงาน และเวลาสิ้นสุดการทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และพนักงานควรจะเก็บบันทึกชั่วโมงการทำงานของตนเองไว้

ค่าจ้าง

ค่าจ้างจะกำหนดอยู่ในข้อตกลงร่วมระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งจะกำหนดตามความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง และที่ตั้งของสถานที่ทำงาน  

 

การจ่ายเงินในระหว่างเจ็บป่วย

 หลังจากทำงานให้กับนายจ้างอย่างน้อย 1 เดือน ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างระหว่างการลาป่วย ซึ่งเป็นเงินทดแทนจากนายจ้างในระหว่างเจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บ โดยต้องมีเอกสารประกอบการพิจารณาจ่ายเงิน คือใบรับรองแพทย์ สำหรับกรณีของการจ้างงานที่มีข้อตกลงระยะเวลาการทำงานเป็นเวลาน้อยกว่าหนึ่งเดือน การลาป่วยจะได้รับการชดเชยเงินร้อยละ 50 ของค่าจ้างปกติ ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับเงินระหว่างลาป่วยเป็นจำนวนไม่เกิน 9 วัน  

 

การประกันอุบัติเหตุ

 ลูกจ้างต่างชาติที่ทำงานให้กับนายจ้างในฟินแลนด์จะต้องได้รับการทำประกันอุบัติเหตุจากนายจ้าง ซึ่งครอบคลุมการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดในขณะทำงานและในการเดินทางไปทำงาน  

 

ช่วงเวลาพักระหว่างงาน

หากระยะเวลาในการทำงานน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ลูกจ้างจะได้รับเวลาพักระหว่างงานอย่างน้อย 30 นาที (พักกลางวัน) โดยมีระยะเวลาที่เหลือการทำงานไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมงต่อวัน และไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 

 

บริการด้านสุขภาพและอนามัย

นายจ้างต้องจัดให้มีการบริการด้านสุขภาพกับให้ลูกจ้างที่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

 

วันหยุด

  • ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างในวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ ปกติจะมีการสะสมวันหยุดได้ 2 วัน ต่อเดือน (เมื่อการจ้างงานเกินกว่า 1 ปี) หรือ2½ วัน โดยลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างปกติในช่วงที่ลูกจ้างได้รับวันหยุดที่เป็นเครดิตสะสม การสะสมวันหยุดไม่สามารถขอรับเป็นเงินชดเชยได้ เว้นแต่การไม่ได้รับวันหยุดระหว่างการจ้างงานสิ้นสุดลง
  • ในกรณีที่ลูกจ้างมีชั่วโมงการทำงานอย่างต่ำ 35 ชั่วโมงต่อเดือน หรือวันทำงานอย่างต่ำ 14 วัน / เดือน เงินชดเชยระหว่างวันหยุด โดยหากลูกจ้างนั้นไม่เคยได้รับสิทธิการลาหยุด เงินชดเชยระหว่างวันหยุดมีอัตราร้อยละ 9 - 11.5 ของค่าจ้างประจำเดือน ในสาขาการก่อสร้างได้รับเงินชดเชยระหว่างวันหยุดร้อยละ 18.5 ของค่าจ้างสะสม
  • การจ่ายเงินชดเชยวันหยุดต้องจ่ายเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างงานหรือตามข้อตกลงที่ทำร่วมกัน เช่น จ่ายพร้อมกับค่าจ้างประจำทุกเดือน นอกจากนี้ ลูกจ้างยังมีสิทธิที่จะได้เงินวันหยุดเพิ่มเติม ซึ่งปกติจะเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าจ้างในวันหยุด
ยังไม่มีข้อมูลในขณะนี้