ข้อมูลสำหรับคนไทย

ข้อมูลทั่วไปของประเทศฟินแลนด์ ข้อมูลเศรษฐิจ ความสัมพันธ์ไทย การลงทุนจากต่างประเทศ : นโยบายทางการค้าของฟินแลนด์

นโยบายทางการค้าของฟินแลนด์

ฟินแลนด์เป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization) และสมาชิกสหภาพยุโรป เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่สุดในสหภาพยุโรป และมีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด มีเสรีภาพทางการค้า การลงทุนและการเงิน

 

กฎหมาย และกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยรวมมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจทางการค้าได้อย่างดี ระบบการเงินของฟินแลนด์มีเสถียรภาพ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในการควบคุม ระบบการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระ การทุจริตคอร์รัปชั่นต่ำ และสิทธิในทรัพย์สินได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

 

นโยบายทางการค้าของฟินแลนด์เป็นไปตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ซึ่งมีอัตราภาษีที่สูง หรือเพิ่มขึ้น (Escalating tariff) ในสินค้าประเภทเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม และภาษีศุลกากร MFN มีความซับซ้อน รวมถึงเงินอุดหนุนทางด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โควต้า ข้อจำกัดการนำเข้า และการห้ามนำเข้าในสินค้าและบริการบางประเภท

 

มาตรการด้านภาษี

กฎระเบียบเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของฟินแลนด์เป็นไปตามระบบการจำแนกพิกัดและการประเมินราคาของอียู (EU Rule) ปกติสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปจะต้องชำระภาษีศุลกากรก่อนนำเข้าสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมอัตราภาษีศุลกากรอัตราปกติจะอยู่ระหว่างร้อยละ 5-14 ส่วนอัตราภาษีที่ลดลง (Reduced) และกรณียกเว้นไม่จัดเก็บ (No duties at all) จะใช้กับสินค้าบางประเภทที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซึ่งสหภาพยุโรปได้มีข้อตกลงพิเศษระหว่างกัน หรือภายใต้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่สหภาพยุโรปให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน อย่างไรก็ดี ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP ทุกรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป  

สินค้าและอุตสาหกรรมที่เป็นนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

ฟินแลนด์นับเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของประเทศจากการผลิตขั้นพื้นฐานในช่วงทศวรรษที่ 1930 มาเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวในทศวรรษที่ 1950 ซึ่งปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การเน้นเรื่องการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา รวมทั้งการสนับสนุนงบประมาณโครงการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ ประกอบด้วย 

อุตสาหกรรมเหล็กกล้า

เครื่องจักรกลและผลิตภัณฑ์การขนส่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศมากที่สุด ในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นร้อยละ 33.1 ของการส่งออกของฟินแลนด์ทั้งหมด และมีมูลค่าการส่งออกระหว่างเดือน ม.ค.- พ.ค. 2558 จำนวน 3.3 พันล้านยูโร สินค้าสำคัญประกอบด้วย เครื่องจักรกลที่ทันสมัยและโลหะเบา  

อุตสาหกรรมเคมี

ปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศและมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นร้อยละ 23.1 ของการส่งออก มีมูลค่าจำนวน 12.9 พันล้านยูโร และมีมูลค่าการส่งออกระหว่างเดือน ม.ค.- พ.ค. 2558 จำนวน 5.4 พันล้านยูโร สินค้าประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ยา พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องสำอาง สี และผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน ตลาดที่สำคัญคือ สวีเดนและรัสเซีย ซึ่งบริษัท Neste เป็นบริษัทกลั่นน้ำมันที่นำเข้าจากรัสเซียที่ใหญ่ที่สุด  

อุตสาหกรรมป่าไม้

เป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับฟินแลนด์ โดยสามารถใช้พื้นที่การผลิตทั้งประเทศ ในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นร้อยละ 20.1 ของการส่งออก และมีมูลค่าการส่งออกระหว่างเดือน ม.ค.- พ.ค. 2558 จำนวน 7.9 พันล้านยูโร สินค้าประกอบด้วย กระดาษ เนื้อเยื่อกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ตลาดที่สำคัญ คือ ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและสเปน  

 

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นร้อยละ 12.0 ของการส่งออก และมีมูลค่าการส่งออกระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ค. 2558 จำนวน 14.9 พันล้านยูโร สินค้าประกอบด้วย เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เป็นต้น ตลาดที่สำคัญ คือ กลุ่มประเทศยุโรปทั้งหมด ทวีปอเมริกาเหนือและเอเซีย ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก ได้แก่ บริษัท Instru บริษัท Vaisla บริษัท Nesles และบริษัทผลิตลิฟท์ KONE  

 

 

กฎระเบียบ

กฎระเบียบทั่วไป

(General Food Law and Food safety regulation) พื้นฐานของกฎหมายความปลอดภัย ด้านอาหารของสหภาพยุโรป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Regulation (EC) No 178/2002 และจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของฟินแลนด์ โดยหน่วยงาน Evira เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบความปลอดภัยด้านอาหารของฟินแลนด์ (Finnish Food Safety Authority) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.evira.fi

การควบคุมสุขอนามัย

(Food Hygiene regulation & HACCP) ในปี พ.ศ. 2547 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกกฎระเบียบด้านสุขอนามัย Regulation (EC) No. 852/2004 ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎต่าง ๆได้แก่ (ก) ข้อกำหนดด้านจุลชีววิทยา (microbiological criteria) (ข) ขั้นตอน (ค) การควบคุมอุณหภูมิ (ง) การเก็บรักษาในห้องเย็น และ (จ) การสุ่มตัวอย่างและการวิเคราะห์ และ Hazard Analysis Critical Control Point (HACCP) เป็นวิธีการหลัก 7 ประการ ซึ่งผู้ผลิต ผู้บรรจุผลิตภัณฑ์ และผู้จัดจำหน่ายจะต้องใช้ในการระบุสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่ง HACCP เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายของสหภาพยุโรป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/food/food/biosafety/hygienelegislation/index

สารปนเปื้อน

Contaminants/traces คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดรายละเอียดการกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด EU Regulation No. 396/2005 เช่น การปนเปื้อนของสารจุลินทรีย์ (microbiological contamination) การปนเปื้อนหรือยาฆ่าแมลงตกค้าง (contaminants and residues of pesticides) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://eurlex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2005:070:0001: 0016:en:PDF และ http://ec.europa.eu/sanco_pesti cides/public/?event=homepage &language=EN

การตรวจสอบย้อนกลับ

(Traceability) ภายใต้กฎหมายของสหภาพยุโรป "ตรวจสอบย้อนกลับ" หมายถึง ความสามารถในการติดตามกระบวนการผลิตอาหาร อาหารสัตว์ ส่วนผสมอาหารที่ใช้ในการผลิตอาหาร หรือสารที่ใช้สำหรับการบริโภคที่ผ่านทุกขั้นตอนของการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ EU Regulation No. 178/2002 http://eurlex.europa.eu/LexUriServ/LexUri Serv.do?uri=OJ:L:2002:031:0001: 0024:en:PDF

การควบคุมการนำเข้า

(Import controls) สินค้าที่เข้ามาในสหภาพยุโรปจะต้องผ่านการตรวจสอบจาก Border Inspection Posts (BIPs) ถึงจะเข้าตลาดสหภาพยุโรปได้ หลังจากนั้นก็จะสามารถขนส่งได้ทั่วสหภาพยุโรป และคณะกรรมการศุลกากรแห่งชาติ (The Finnish National Board of Customs) จะเป็นหน่วยที่ให้ข้อมูลด้านการนำเข้า สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tulli.fi

มาตรฐานด้านการตลาด

(Marketing standards) สหภาพยุโรปไม่มีข้อกำหนดด้านมาตรฐานด้านการตลาด แต่ใช้มาตรฐานสากล เช่น United Nations Economic Commission for Europe (UNECE) และ Codex Alimentarius (WHO และ FAO) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.codexalimentarius.org/cod ex-home/en/ http://www.unece.org/trade/agr/ standard/dry/ddpstandards.html

วัตถุที่สัมผัสกับอาหาร

(Food contact materials) ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับวัสดุที่สัมผัสกับอาหารมีการกำหนดไว้ในระเบียบ REGULATION (EC) No 1935/2004 เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้วัสดุ เซรามิก ฟิล์ม regenerated cellulose พลาสติก พลาสติกรีไซเคิล และอื่น ๆ ซึ่งระเบียบดังกล่าวให้แนวทางการใช้วัสดุต่างๆ ที่ใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eurlex.europa.eu/LexUriServ/LexUri Serv.do?uri=OJ:L:2004:338:0004: 0017:en:PDF

 

กฎระเบียบที่ไม่ใช่กฎหมาย

        Codex Alimentarius เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดที่กำหนดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล กฎดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร ถึงแม้ว่า มาตรฐาน Codex จะไม่ได้เป็นบทบังคับของสหภาพยุโรป แต่สหภาพยุโรปใช้กฎนี้เป็นพื้นฐานในการพัฒนา นโยบายและมาตรฐานอาหาร ซึ่งสหภาพยุโรปจะอ้างถึงกฎนี้อยู่เสมอ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.codexalimentarius.org

        GLOBALG.A.P เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมสำหรับตลาดทั่วโลก GLOBAL เป็นมาตรฐานที่ริเริ่มและกำหนดโดยกลุ่มห้างค้าปลีกในสหภาพยุโรป สำหรับสินค้าผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ และไม้ดอก เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการบริโภคอาหารที่ได้จากผลผลิตเกษตร อีกทั้งกระบวนการผลิตต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.globalgap.org

        British Retail Consortium (BRC) เป็นมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดกว่า HACCP ซึ่งการยอมรับของ HACCP เป็นมาตรฐานหลัก

        BRC ส่วนใหญ่จะเป็นความต้องการของผู้ซื้อ เมื่อผู้ประกอบการส่งออกสินค้าให้กับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ BRC รับรองโดย Global Consumer Goods Forum จึงได้รับการยอมรับในตลาดตะวันตกที่สำคัญทั้งอเมริกาเหนือและยุโรป รวมทั้งฟินแลนด์ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หลายแห่งใช้ BRC เป็นหลักเมื่อมีการคัดเลือกผู้ประกอบการ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.brcglobalstandards.com

        The Business Social Compliance Initiative (BSCI) เป็นแนวความคิดของธุรกิจชั้นนำที่มุ่งมั่นเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ร้านค้าปลีกชั้นนำในฟินแลนด์ที่ใช้มาตรฐานนี้ เช่น Kesko (K-Group) และ S – Group สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bsci-intl.org

        Organic และ Nordic Ecolabel สินค้าผักและผลไม้สด แปรรูป และถั่วเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกมายังสหภาพยุโรปจะใช้ระเบียบเดียวกันของสหภาพยุโรป (EU Ecolabel) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ EU Ecolabel: http://ec.europa.eu/environmen t/ecolabel/ ในฟินแลนด์ สามารถใช้ได้ทั้ง EU Ecolabel และ Nordic Swan ของกลุ่มประเทศนอร์ดิกส์ (เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์) ซึ่งจัดทำและรับผิดชอบโดย Nordic Council of Ministers สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Nordic Ecolabel: www.nordic-ecolabel.org

        Fairtrade สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์การค้าเพื่อความเป็นธรรม (Fairtrade) จะต้องผ่านการตรวจรับรอง จาก FLO (Fairtrade Labelling Organisations International) โดยมีหลักเกณฑ์หลายประการ อาทิ การซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรโดยตรงในราคาที่สูงกว่าและเป็นธรรม มีการช่วยเหลือเกษตรกรในการพัฒนาการผลิต การจัดการและการจำหน่าย เป็นต้น ร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้า Fairtrade ในฟินแลนด์ ที่ใหญ่ที่สุด คือกลุ่มบริษัท K – food สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.reilukauppa.fi

        Rainforest Alliance certification มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมจากผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าที่ได้รับใบประกาศนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในร้านค้าปลีกในฟินแลนด์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rainforest-alliance.org