ข่าวสารนิเทศ : ศาลอาญาพิพากษาปรับจำเลยในคดีเรือโชติชัยนาวี ๓๕ พร้อมยึดเรือประมงและสัตว์น้ำ News

ข่าวสารนิเทศ : ศาลอาญาพิพากษาปรับจำเลยในคดีเรือโชติชัยนาวี ๓๕ พร้อมยึดเรือประมงและสัตว์น้ำ

เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีเรือประมงนอกน่านน้ำ “โชติชัยนาวี ๓๕” รวม ๖ ราย ได้แก่ บริษัท Green Laurel International SARL ในฐานะนิติบุคคล นายศุภโชติ แสงสุขเอี่ยม นางสาวสุรกาญจน์ แสงสุขเอี่ยม บริษัท เอสวีจี ฟิชเชอรี่ ดีเวลล้อปเมนท์ จำกัด ในฐานะนิติบุคคล  นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม และนายประวิตร์ เกิดสุวรรณ์ ในข้อหากระทำผิด พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘  มาตรา ๙๔ ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดนำเรือประมงที่มิใช่เรือประมงไทยที่มีการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักร และมาตรา ๑๕๙ ซึ่งกำหนดโทษให้ปรับผู้กระทำผิดตามมาตรา ๙๔ เป็นจำนวนเงิน ๑ - ๓๐ ล้านบาท หรือปรับจำนวน ๕ เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โดยศาลพิพากษาให้ปรับจำเลยคนละ ๑๓๑,๑๘๙,๔๐๐ บาท แต่เนื่องจากข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ทางคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงโทษปรับคนละ ๘๗,๔๕๙,๖๐๐ บาท พร้อมสั่งให้ยึดเรือประมง และสัตว์น้ำของกลาง

การดำเนินคดีกับเรือโชติชัยนาวี ๓๕ เป็นผลจากการสกัดตรวจเรือของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหา การทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปผม.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ขณะที่เรือลำดังกล่าวแล่นเข้าสู่น่านน้ำไทย โดยอ้างว่า เป็นเรือประมงที่ชักธงของสาธารณรัฐจิบูตี แต่หน่วยงานของไทยซึ่งได้ติดตามข่าวเรือลำดังกล่าวได้ตั้งข้อสงสัยว่า เรือโชติชัยนาวี ๓๕ มีพฤติกรรมทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำโซมาเลีย ประกอบกับบริษัทเจ้าของเรือไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า สัตว์น้ำบนเรือไม่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ กรมประมงจึงได้มีคำสั่งยึดเรือ สัตว์น้ำ และทรัพย์สินทั้งหมดในเรือ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในเวลาต่อมา ทราบว่า เรือลำดังกล่าวยังมีสถานะเป็นเรือไร้สัญชาติด้วย เนื่องจากจิบูตีได้ถอนสัญชาติของเรือโชติชัยนาวี ๓๕ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๐

นอกเหนือจากคดีเรือโชติชัยนาวี ๓๕ แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้พบความเชื่อมโยงระหว่างเรือโชติชัยนาวี ๓๕ เรือโชติพัฒนา ๕๑ และเรือโชติพัฒนา ๕๕ ซึ่งเป็นกลุ่มเรือที่ในอดีตเคยเป็นเรือชักธงไทย และเป็นของบริษัทเดียวกันที่มีเจ้าของเป็นกลุ่มบุคคลสัญชาติไทย โดยเรือทั้งสามลำได้ถอนทะเบียนเรือไทย ไปชักธงเป็นเรือจิบูตี และทำการประมงในน่านน้ำรัฐปุนท์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย ซึ่งที่ผ่านมา ทางการไทยได้ร่วมมือกับตำรวจสากลในการติดตามตรวจสอบพฤติกรรมการทำประมง ความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ และการใช้แรงงานบนเรือดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ หน่วยงานของไทย โดย ศปมผ. พนักงานสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษประมง (Special Arrest Team: SAT) ได้ดำเนินคดีกับผู้ควบคุมเรือโชติพัฒนา ๕๑ และเรือโชติพัฒนา ๕๕ จากมัลดีฟส์ ในข้อหาค้ามนุษย์ที่มีแรงงานกัมพูชาเป็นผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ทางการไทยได้เร่งดำเนินคดีกับเรือนอกน่านน้ำที่กระทำผิด พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงคดีเรือนอกน่านน้ำ ๓ ลำ ที่จังหวัดระนอง ได้แก่ เรือ ก.นาวามงคลชัย ๑ เรือ ก.นาวามงคงชัย ๘ และเรือ ก.นาวา ๑๙ โดยเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๒ ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาคดีและตัดสินปรับรวมทั้ง ๓ คดี เป็นเงิน ๒๑ ล้าน ๗ แสนบาท โดยจำเลย (นางคำนึงนวล วงศ์ขจรกิตติ) มีความผิดฐานใช้เรือประมงไทยทำการประมงในเขตนอกน่านน้ำไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต (เรือ ก.นาวามงคลชัย ๑ เรือ ก.นาวามงคงชัย ๘) ใช้คนประจำเรือไม่มีสัญชาติไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว และเป็นนายจ้างไม่จัดทำหนังสือสัญญาจ้าง หลักฐานเวลาพัก ทะเบียนลูกจ้างเป็นภาษาไทย และไม่มีหลักฐานการจ่ายค่าจ้างเพื่อให้พนักงานแรงงานตรวจสอบ (เรือ ก.นาวามงคลชัย ๑ เรือ ก.นาวามงคงชัย ๘ และเรือ ก.นาวา ๑๙)

การดำเนินคดีดังกล่าวได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไทยได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และฉบับแก้ไข พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ ซึ่งได้กำหนดบทลงโทษที่ครอบคลุม ทั้งเรือประมงไทย เรือประมงที่ไม่ใช่เรือประมงไทย และเรือไร้สัญชาติที่มีผู้รับผลประโยชน์เป็นคนไทย อย่างเข้มงวด โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ อันเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศและอนุสัญญาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการประมงที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งเป็นมาตรการป้องปรามมิให้ผู้ประกอบการชาวไทยหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายประมงที่เข้มงวดของไทย เพื่อลักลอบออกไปทำประมงผิดกฎหมายโดยชักธงต่างประเทศได้