ข้อมูลสำหรับคนไทย

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • ประกาศสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง แจ้งเตือนพายุในโรมาเนีย
  • ประกาศสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง โครงการจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
  • คนไทยที่ต้องการยื่นคำร้องขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่/ขอรับบริการด้านกงสุลและนิติกรณ์ โปรดทำการนัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ
    คนไทยที่ต้องการยื่นคำร้องขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่/ขอรับบริการด้านกงสุลและนิติกรณ์ โปรดทำการนัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ
    - คนไทยที่ต้องการยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่จะต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง เนื่องจากต้องทำการบันทึกข้อมูลชีวภาพของผู้ร้องโดยการถ่ายภาพใบหน้าและลาย พิมพ์นิ้วมือ โดยขอให้นัดหมายกับเจ้าหน้าที่สถานทูตที่หมายเลขโทรศัพท์ +40 21 331 0078 หรือ อีเมล์ thaibuh@outlook.com
    - คนไทยที่ต้องการขอรับบริการด้านกงสุลและนิติกรณ์ ขอให้นัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่สถานทูตที่หมายเลขโทรศัพท์ +40 21 331 0078 หรือ อีเมล์ thaibuh@outlook.com และจะต้องยื่นเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเพื่อตรวจและเตรียมจัดพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวข้อง
    Mar 24, 2017
  • ประกาศสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง เชิญร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9
  • ประกาศสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง เชิญร่วมพิธีถวายพระพรเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา
  • ข่าวสารนิเทศ : การส่งเสริมอาหารริมทางในกรุงเทพมหานคร
    ข่าวสารนิเทศ : การส่งเสริมอาหารริมทางในกรุงเทพมหานคร
    ตามที่กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับจากองค์กรและสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะ CNN ให้เป็นเมืองแห่งอาหารริมทางที่ดีที่สุด (Street Food) นั้น ในการนี้ กรุงเทพมหานครและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงมุ่งมั่นส่งเสริมอาหารริมทางในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณถนนเยาวราชและถนนข้าวสาร โดยจะมุ่งยกระดับอาหารริมทางให้มีคุณภาพด้านสุขอนามัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กำชับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจนครบาล และตำรวจจราจร ให้ทำงานร่วมกัน เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
    มาตรการซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนนำไปสู่การปฏิบัติและการบังคับใช้ต่อไป มีรายละเอียดดังนี้
    ๑. ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดในขั้นตอนการเตรียมอาหารและขั้นตอนการให้บริการ
    ๒. ผู้ประกอบการควรนำเสนออาหารที่มีความเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น
    ๓. ผู้ประกอบการปัจจุบันจะต้องได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการต่อไปภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเพื่อความยั่งยืน
    ๔. ผู้ประกอบการขายอาหารริมทางทุกรายต้องเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรม ซึ่งจัดโดยหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องสอบผ่านก่อนได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
    ๕. ขอให้ผู้ประกอบการระมัดระวังเรื่องขั้นตอนการทำความสะอาดภาชนะต่างๆ และการจัดการของเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามทำความสะอาดภาชนะบนทางเท้าอย่างเด็ดขาด
    รัฐบาลและกรุงเทพมหานครจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้อาหารริมทางของกรุงเทพมหานคร มีมาตรฐานสากลทางด้านสุขอนามัยเพื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป
    May 03, 2017
  • ข่าวสารนิเทศ : มูลนิธิไทย เปิดตัว Application แนะนำอาหารไทยริมทาง อร่อยเด็ดสไตล์สตรีทฟู้ด “Street Food Phuket”, “Street Food Chiang Mai Chiang Rai” และ “Street Food Bangkok” เวอร์ชั่นภาษาจีน เอาใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่สายกิน
    ข่าวสารนิเทศ : มูลนิธิไทย เปิดตัว Application แนะนำอาหารไทยริมทาง อร่อยเด็ดสไตล์สตรีทฟู้ด “Street Food Phuket”, “Street Food Chiang Mai Chiang Rai” และ “Street Food Bangkok” เวอร์ชั่นภาษาจีน เอาใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่สายกิน
    เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 มูลนิธิไทยร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เปิดตัวแอปพลิเคชันเอาใจคนรุ่นใหม่สายกิน แนะนำร้านอาหารริมทางอร่อยเด็ดสไตล์สตรีทฟู้ดทั้งในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต ได้แก่แอปพลิเคชัน Street Food Phuket, Street Food Chiang Mai Chiang Rai และ Street Food Bangkok (ภาษาจีน)
    ประเทศไทยเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักกินอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาหารริมทาง หรือสตรีทฟู้ดที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทย โดยทั่วไปโดยมีหลากหลายเมนูให้เลือกสรร ตั้งแต่อาหารเช้า กลางวัน เย็น อาหารทานเล่น จนถึงขนมต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก มูลนิธิไทยเล็งเห็นถึงศักยภาพของอาหารริมทางของไทยในการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “Street Food” ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศเพื่อนำเสนอร้านอาหารริมทางในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเริ่มจาก “Street Food Bangkok” ภาษาอังกฤษ ที่ได้เปิดตัวไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาเพิ่มเติมภาษาจีน รวมไปถึงการขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้แก่ “Street Food Chiang Mai Chiang Rai” และ “Street Food Phuket”
    แอปพลิเคชัน Street Food ทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยริมทางและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมทางอาหารที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคของไทยให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบท้องถิ่นที่แท้จริง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน ผู้ใช้สามารถเลือกประเภทอาหารที่ต้องการ หาเมนูแนะนำ และเปิดระบบแผนที่เพื่อนำการเดินทางได้ภายในแอปพลิเคชั่นได้ทันที รองรับการใช้งานทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ทั้งบนระบบ iOS และ Android
    ความพิเศษของ “Street Food Phuket” นอกจากจะนำเสนอเมนูอาหารริมทาง หรือสตรีทฟู้ดที่เป็นที่นิยมโดยทั่วไปแล้ว Street Food Phuket ยังเพิ่มความพิเศษด้วยเมนูพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของเกาะภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสดใหม่ ที่นำมาปิ้งย่างได้ตามชอบ หรืออาหารพื้นเมืองที่ได้รับการผสมผสานทางวัฒนธรรมจากชาวจีนฮกเกี้ยน เป็นการเปิดประสบการณ์วัฒนธรรมทางอาหารที่มีอยู่อย่างหลากหลายในภูเก็ต
    อนึ่ง มูลนิธิไทยเป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและภาพลักษณ์อันดีงามต่อประเทศไทยในชุมชนระหว่างประเทศ ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษา โดยสามารถสอบถามติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-203-5000 ต่อ 22964-5 โทรสาร 02-643-5088 E-mail: foundationthai@gmail.com และ www.thailandfoundation.net
    Mar 24, 2017
  • ประกาศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง ช่องทางการยื่นขอรับการตรวจลงตราสำหรับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปประเทศโรมาเนีย ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2559
    ประกาศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง ช่องทางการยื่นขอรับการตรวจลงตราสำหรับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปประเทศโรมาเนีย ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2559
    ประกาศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ เรื่อง ช่องทางการยื่นขอรับการตรวจลงตราสำหรับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปประเทศโรมาเนีย ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2559
    Oct 22, 2016
  • ข่าวเด่น : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งมอบตำแหน่งประธานกลุ่ม ๗๗ ให้แก่ประธานาธิบดีเอกวาดอร์
    ข่าวเด่น : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งมอบตำแหน่งประธานกลุ่ม ๗๗ ให้แก่ประธานาธิบดีเอกวาดอร์
    นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานกลุ่ม ๗๗ ในนามของรัฐบาลไทย ให้แก่ นาย Rafael Correa ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเอกวาดอร์ ในนามของเอกวาดอร์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม ๗๗ วาระปี ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๐ โดยมี นาย António Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ และนาย Durga Prasad Bhattarai รักษาการประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ ๗๑ เข้าร่วมด้วย
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถ้อยแถลงอำลาตำแหน่งประธานกลุ่มฯ โดยเน้นย้ำว่า ความสำเร็จในปีที่ผ่านมาของกลุ่มฯ ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานและงบประมาณรองรับการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อตกลงปารีส และวาระการพัฒนาเมืองใหม่ (New Urban Agenda) การผลักดันท่าทีของกลุ่มฯ ในประเด็นท้าทายใหม่อย่างการดื้อยาต้านจุลชีพ (Anti Microbial Resistance – AMR) หรือการประสานท่าทีกลุ่มฯ ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนด้านสังคมและวัฒนธรรมอย่างคำจำกัดความของครอบครัว ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นได้เพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ และยึดผลประโยชน์โดยรวมของสมาชิกกลุ่ม ๗๗ เป็นที่ตั้ง โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง
    นอกจากนี้ ไทยยังได้ผลักดันให้มีการหารือในประเด็นที่มีความสำคัญต่อการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ การลงทุน การใช้ประโยชน์จาก ICT และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศสมาชิกกลุ่ม ๗๗ และแม้ว่า วาระการเป็นประธานกลุ่มของไทยจะสิ้นสุดลง แต่ไทยจะยังคงร่วมมือกับ
    ประเทศสมาชิกกลุ่ม ๗๗ ที่สนใจจะนำ SEP ไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตน ผ่านโครงการ “SEP for SDGs Partnership” และการให้เงินทุนกับ Pérez-Guerrero Trust Fund เพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ รวมถึงจะผลักดันการบรรลุ SDGs ผ่านตัวอย่างของการดำเนินการตาม SEP ในเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน และ ACD ต่อไป
    ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์การดำเนินการของกลุ่มในปี ๒๕๖๐ โดยจะผลักดันการดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความสงบสุข ความยุติธรรม และความเท่าเทียม ขจัดความยากจนและกระจายรายได้ รวมถึงสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ ยังได้กล่าวยกย่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะแนวทางหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมของเอกวาดอร์ที่เน้นความเป็นอยู่ที่ดี (Living Well) โดยการหาสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการสร้างสังคมที่ดี
    เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ประธานของไทย ที่ได้นำกลุ่ม ๗๗ ขับเคลื่อนวาระด้านการพัฒนาที่สำคัญของโลก กล่าวคือ การดำเนินการตามวาระ ๒๐๓๐ รวมถึงความตกลงปารีส ในช่วงปีที่ผ่านมาและสำหรับปี ๒๕๖๐ ตนจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปหน่วยงานด้านการพัฒนาของสหประชาชาติ ซึ่งต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากกลุ่ม ๗๗
    รักษาการประธานสมัชชาสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงยืนยันความตั้งใจของประธานสมัชชาสหประชาชาติที่จะทำงานร่วมกับกลุ่ม ๗๗ อย่างใกล้ชิดในปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นปีที่มีความสำคัญ เนื่องจากสหประชาชาติจะต้องเพิ่มความเข้มข้นของการดำเนินการเพื่อบรรลุวาระ ๒๐๓๐ อีกทั้งยังเป็นปีแรกของการมีเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่ม ๗๗ ต่อความสำเร็จของสหประชาชาติ
    ภายหลังจากพิธีส่งมอบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือทวิภาคีกับเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ โดยเลขาธิการสหประชาชาติได้แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งถือเป็นรัฐบุรุษของโลก (Statesman of a Global Dimension) ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย โดยย้ำว่า รัฐบาลมีความจริงใจที่จะมุ่งหน้าเดินตาม Roadmap ที่วางไว้เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานาน นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเรื่องการส่งตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าชุดแรกว่า เป็นไปด้วยดี โดยไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หนีภัยฯ โดยการเสริมสร้างทักษะอาชีพและให้การศึกษาตามแนวทาง SEP for SDGs Partnership เพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินทางกลับไปตั้งถิ่นฐานในเมียนมา​
    Jan 26, 2017
  • ข่าวเด่น : การอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
    ข่าวเด่น : การอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
    ประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    เรื่อง อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
    โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที
    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒ วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ว่า ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
    โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการ สืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
    สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้รับทราบกรณีสวรรคตดังกล่าวด้วยความโทมนัสยิ่ง โดยเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมเพื่อรับทราบการแต่งตั้งพระรัชทายาท และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๒ วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง
    จึงขอประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นต้นไป
    ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
    (นายพรเพชร วิชิตชลชัย)
    ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา
    แถลงการณ์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
    เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙
    พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ
    รัฐบาลขอประกาศให้ประชาชนชาวไทยทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทราบทั่วกันว่า บัดนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์นี้ และทรงพระกรุณารับคำกราบบังคมทูลอัญเชิญ ดังที่ต่อมาได้มีประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อแจ้งประชาชนแล้ว การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ และโบราณราชประเพณีทุกประการ ทั้งสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารที่พระราชทานไว้ตั้งแต่แรกว่า ในระหว่างที่พระองค์เองและประชาชนกำลังทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวงจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ยังไม่ควรดำเนินการเรื่องการสืบราชสมบัติทันทีในขณะนั้น หากแต่ควรรอจนการบำเพ็ญพระราชกุศลและการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปถวายบังคมพระบรมศพผ่านพ้นไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ถึงเวลาการบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารคือครบ ๕๐ วัน และประชาชนได้มีโอกาสเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้วนับล้านคน จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
    อนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับคตินิยมในนานาประเทศที่ว่า ราชอาณาจักรย่อมไม่ว่างเว้นขาดตอนจากการมีพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการเริ่มรัชกาลใหม่จึงมีผลต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นต้นไป
    ณ บัดนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งทรงสถิตอยู่ในพระราชสถานะองค์พระรัชทายาทมาตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๑๕ นับเป็นเวลาถึง ๔๔ ปี จึงทรงเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ส่วนการจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่าควรดำเนินการเมื่อเสร็จสิ้นการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศแล้ว
    พี่น้องประชาชนทั้งหลาย
    ด้วยศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงวางไว้แล้วตลอดเวลา ๗๐ ปี จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง เมื่อประกอบเข้ากับความศรัทธาเชื่อมั่น และสัตยาธิษฐานที่มหาชนชาวสยามทุกรูปทุกนามพร้อมใจกันเปล่งวาจามาตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ และมากล่าวย้ำพร้อมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อเช้าวันที่ ๒๒ พฤศจิกายนนี้ว่า จะทำดีเพื่อพ่อ จะจดจำคำของพ่อ จะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป จะสืบสานพระบรมราชปณิธาน คิดดี พูดดี ทำดี ซื่อสัตย์สุจริต รู้รักสามัคคี และจะอยู่อย่างพอเพียง รัฐบาลเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นดุจปราการอันมั่นคง บนพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ประการสำคัญคือ ด้วยพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดีท่ามกลางความเพียรอันบริสุทธิ์ของเราทั้งหลาย
    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงเป็นพระรัชทายาทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา และมีโอกาสโดยเสด็จ พระราชดำเนินไปทรงงานในที่ต่าง ๆ มากว่า ๔๔ ปี บัดนี้ทรงเป็นพระประมุข เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ สืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงเจริญรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมราชบุพการีทั้งสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงกระทำบำเพ็ญมาแล้วอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ดังนั้น แม้เราต่างก็รู้ว่าการพลัดพรากจากสิ่งที่รักและเคารพย่อมเป็นทุกข์ แม้การสูญเสีย ความวิปโยค จะเป็นวิกฤตที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เราทั้งหลายควรใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส แปลงความทุกข์โศกให้เป็นพลังของแผ่นดิน พลังที่แม้จะไม่มีพระผู้เป็นพลังของแผ่นดินทางพระรูปกายอยู่คุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อม แต่พลังของแผ่นดินยังจะมีอยู่ต่อไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาเชื่อมั่น ในพระบรมราชปณิธาน และศาสตร์ของพระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ พระบรมราชปิโยรสเป็นผู้นำแทนพระองค์
    พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย
    ขอให้เราทุกคนจงร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน ขอพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระปิยมหากษัตริย์นักพัฒนา เป็นอาทิ ได้โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ให้ทรงพระเจริญ สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมอาณาประชาราษฎรชาวไทย และประเทศไทย ให้สามารถพัฒนาจนประสบความสำเร็จ บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีสันติสุขและความสามัคคีปรองดอง สมดังพระราชปณิธานปรารถนา ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตราบกาลนานเทอญ
    ประกาศ เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
    มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีประกาศเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ จึงได้มีการประชุม เพื่อรับทราบ และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาท โดยประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว นั้น
    ทรงพระราชดําริว่าในระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธย เนื่องในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก อันจะพึงมีต่อไปตามพระราชประเพณีเป็นการสมควรที่จะเฉลิมพระปรมาภิไธย เป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า
    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
    ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นปีที่ ๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
    ผู้รับสนองพระราชโองการ
    พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
    นายกรัฐมนตรี
    Dec 08, 2016