ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย

 
 
ประเทศไทยและไนจีเรียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 และในปีต่อมา ฝ่ายไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต และแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำที่กรุงลากอส นับเป็นสถานเอกอัครราชทูตแห่งแรกของไทยในทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส เป็นการชั่วคราว เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณและความปลอดภัย ในปี 2542 ฝ่ายไทยได้แต่งตั้งให้ Dr. Folarin Gbadebo – Smith เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียที่เมืองลากอส
 
เมื่อ วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอสเป็นการถาวร และมีมติให้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา ทั้งยังได้แต่งตั้งนาย ศิริวัฒน์ สุทธิเกษม เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศไทย (Roving Ambassador)และสถานเอกอัคราชทูตเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนธันวาคม 2549 โดยมีอุปทูตรักษาการ
 
สำหรับฝ่ายไนจีเรียเคยมอบหมายให้สถานเอกอัคร ราชทูตไนจีเรียประจำสาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทยด้วย ต่อมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ไนจีเรียได้เปิดสถานเอกอัคร-ราชทูตที่กรุงเทพฯ และแต่งตั้ง H.E. Prince Ademola Olugbade Aderele เป็นเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยคนแรก และขณะนี้ได้มีเอกอัครราชทูตคนที่สอง คือ นาย Thompson Sunday Olufunso Olumoko (ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2547) โดยทั่วไปความสัมพันธ์ระหว่างไทยและไนจีเรียดำเนินมาด้วยความราบรื่น
 
ด้านเศรษฐกิจ
ปริมาณ การค้าไทย – ไนจีเรียมีมากเป็นอันดับที่สองในภูมิภาคแอฟริกา รองจากแอฟริกาใต้ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2549 ระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน สินค้าที่ไทยส่งออกไปไนจีเรียที่สำคัญ ได้แก่ 1) ข้าว 2) เม็ดพลาสติก 3) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 4) ผลิตภัณฑ์ยาง 5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล เป็นต้น สินค้าที่ไทยนำเข้าจากไนจีเรียที่สำคัญ ได้แก่ 1) น้ำมันดิบ 2) สินแร่โลหะอื่น ๆ และเศษโลหะ 3) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 4) ด้ายและเส้นใย 5) ไม้ซุง ไม้แปรรูป และไม้อื่นๆ เป็นต้น
 
ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ
ไทย กำหนดให้ไนจีเรียเป็นประเทศที่อยู่ในโครงการความช่วยเหลือของไทย (Thai Aid Programme) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษา/ฝึกอบรมและดูงานในด้านการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญ และเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สาขาการเกษตร สาธารณสุขและการศึกษา ในปี 2536 มีบุคลากรไนจีเรียได้รับทุนเข้ารับการฝึกอบรมในประเทศไทย จำนวน 8 คน และในปี 2537 มีจำนวน 10 คน
 
ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย
ไทย และไนจีเรียได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำความผิดและความร่วม มือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (Treaty between the Government of Thailand and the Government of the Federal Republic of Nigeria on the Transfer of Offenders and Co-operation of Offenders and Co-operation in the Enforcement of Penal Sentences) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 หลังจากทั้งสองฝ่ายให้สัตยาบัน
 
การเยือนของผู้นำระดับสูง
ฝ่ายไทย
 
  • วันที่ 30 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2546 นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีได้นำคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนเยือนไนจีเรีย โดยคณะเข้าพบประธานาธิบดี Obasanjo และมีการหารือถึงความร่วมมือหลายด้าน เช่น การกงสุล ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีการเกษตรและสาธารณสุข การปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น
  • วันที่ 23-24 มีนาคม 2548 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทยนำคณะ นักธุรกิจไทยจำนวน 33 คนเยือนไนจีเรีย โดยได้ร่วม Business Forum ณ กรุงอาบูจา และได้เข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดี Obasanjo แห่งไนจีเรีย
  • วันที่ 14-16 มกราคม 2549 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนไนจีเรีย
  • วันที่ 28 กันยายน - 1 ตุลาคม 2553 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนไนจีเรีย
 
 
ฝ่ายไนจีเรีย
 
  • วันที่ 18 – 24 มิถุนายน 2547 Dr. Olusegun Agagu ผู้ว่าการรัฐ Ondo พร้อมคณะจำนวน 9 คน เดินทางมาดูงานเกี่ยวกับการปลูกข้าวและมันสำปะหลัง รวมทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย